.css-nh9sg4 #forum2022-logoSponsor{text-align:center;}.css-nh9sg4 .forum2022-logoSponsor-text{font-family:”KaLaTeXa Display”;font-size:10px;position:relative;z-index:3;}.css-nh9sg4 .forum2022-logoSponsor-text span{background-color:#ffffff;padding:0 10px;position:relative;z-index:3;}.css-nh9sg4 .forum2022-logoSponsor-text::after{content:””;height:1px;width:100%;background-color:rgb(216,216,216);position:absolute;top:50%;left:0;-webkit-transform:translateY(-50%);-ms-transform:translateY(-50%);transform:translateY(-50%);z-index:2;}.css-nh9sg4 ul.forum2022-logoSponsor{padding:0;margin:0;list-style:none;display:-webkit-box;display:-webkit-flex;display:-ms-flexbox;display:flex;-webkit-flex-wrap:wrap;-ms-flex-wrap:wrap;flex-wrap:wrap;gap:15px;-webkit-box-pack:center;-webkit-justify-content:center;-ms-flex-pack:center;justify-content:center;}.css-nh9sg4 ul.forum2022-logoSponsor li.forum2022-item-sponsor{height:80px;}.css-nh9sg4 ul.forum2022-logoSponsor li.forum2022-item-sponsor img{height:80px;}

สถานการณ์ลักลอบทิ้ง “กากของเสียอุตสาหกรรม” ยังคงปรากฏขึ้นให้เห็นในหลายพื้นที่ที่นับวันจะเป็นปัญหากระทบต่อ “สิ่งแวดล้อม” สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะความเสียหายที่เกิดนั้นยากจะทำการฟื้นฟูให้กลับมาเหมือนเดิมได้

ส่วนการลักลอบทิ้งอย่างผิดกฎหมายนี้ก็มาจาก “ปริมาณกากของเสียมีมากเกินความสามารถจะกำจัดได้” ด้วยแต่ละปีมีกากเป็นอันตราย และไม่เป็นอันตราย 20 ล้านตัน แต่ระบบรองรับกำจัดได้เพียง 3-4 แสนตัน

เลวร้ายกว่านั้นคือ “ผู้ประกอบการบางรายกลับพยายามลดค่าใช้จ่าย” เพราะด้วยการกำจัดกากของเสียนี้มีค่าใช้จ่ายสูงเฉลี่ย 10,000-20,000 บาท/ตัน ทําให้มีผู้รับจ้างขนส่ง และรับกำจัดแบบผิดกฎหมายเกิดขึ้นนี้ ธนาธร ตรงสิทธิวิทู ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมการจัดการเพื่อสิ่งแวดล้อม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย บอกว่า

ปัจจุบันประเทศไทยมีกากอุตสาหกรรมจากโรงงานประเภทต่างๆทั่วประเทศ 20 ล้านตัน/ปี แต่ถ้าเป็นกากของเสียอันตรายอยู่ 1.5 ล้านตัน/ปี “ต้องเข้าสู่การกำจัด หรือบำบัด” ในโรงงานที่ได้รับอนุญาต 3 ประเภทคือ

ใบอนุญาตโรงงานลำดับที่ 101, 105, 106 ในการคัดแยก หรือฝังกลบของเสียแบบที่เป็นอันตราย และแบบไม่เป็นอันตราย และการรีไซเคิลแล้วอุตสาหกรรมเหล่านี้ “ต่างมีทั้งคนดี และคนไม่ดี” ส่วนใหญ่จะเป็นคนดีทำถูกต้องตามกฎหมาย แต่โรงงานที่ไม่ดีมีอยู่ 1% “ทำธุรกิจแบบไม่รับผิดชอบ” ก่อมลพิษกระทบเกิดปัญหาเป็นวงกว้าง

เมื่อเป็นเช่นนี้ “หน่วยงานรัฐ” ก็ปรับปรุงประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง การจัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว พ.ศ.2566 ด้วยการนำหลักการ “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้รับผิดชอบ” กำหนดภาระตั้งแต่ต้นทางโรงงานผู้ก่อกำเนิดไปจนกว่าสิ่งปฏิกูลจะถูกจัดการจนเสร็จเรียบร้อยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่1 พ.ค.2566

เช่นนี้ก็มีคำถามว่าทำไมยังมีกรณีวินโพรเสสใน จ.ระยอง หรือ บ.เอกอุทัย ใน จ.พระนครศรีอยุธยา..? สาเหตุเพราะเป็นโรงงานรับกำจัดกาก “ต้นทุนต่ำ” ด้วยก่อนหน้านี้เคยไปดูในโรงงานแทบไม่มีเครื่องจักร อุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือ ในการประกอบกิจการบำบัดกำจัดกากของเสียอุตสาหกรรมเลยด้วยซ้ำ

แต่ว่าผู้ประกอบการมักคิดเพียงต้องเก็บกากของเสียให้ได้มากที่สุด เพราะถ้าดูตัวเลขจากมูลนิธิบูรณะนิเวศนั้น “กากของเสียเข้ามายังวินโพรเสสฯและเอกอุทัยฯ” ในปี 2554-2563 รวม 42 ล้าน กก. หรือ 4 หมื่นตัน หากคำนวณค่ากำจัด 1,000 บาท/ตัน จะมีรายได้อยู่ที่ 40 ล้านบาท และคิดตันละ 2,000 บาท จะได้เงิน 80 ล้านบาท

เพราะอย่าลืมว่า “ต้นทุนการบำบัดกากของเสียอุตสาหกรรมสูงมาก” ที่ต้องใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรที่มาตรฐานทันสมัยมีประสิทธิภาพ เช่น โรงงานรีไซเคิลกรด หรือสารระเหย เพื่อรีไซเคิลนำออกไปใช้งานใหม่ได้จริง

ตอกย้ำไม่นานมานี้ได้พูดคุยกับ “โรงงานก่อกำเนิดกากอุตสาหกรรม” ที่ส่งเจ้าหน้าที่ไปดูกระบวนการรีไซเคิลโรงงานใน ต.กลางดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา “ในโรงงานแทบไม่มีเครื่องจักรอะไร” ทำให้เจ้าหน้าที่สำรวจนั้น “ไม่เสนอให้บริษัทใช้บริการ” ด้วยเกรงจะส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม และกระทบประชาชนภายหลัง

สิ่งนี้สะท้อนให้เห็น “จิตสำนึกของวิศวกรรมด้านสิ่งแวดล้อม” ที่ถูกปลูกฝังในความรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมค่อนข้างมาก “แต่บางโรงงานอาจไม่มีวิศวกรรมด้านนี้ประจำ” มักนำมาซึ่งความมักง่ายคิดเพียงว่า “ทำอย่างไรก็ได้ให้กากของเสียออกไปจากโรงงานตัวเอง” ทำให้เลือกโรงงานกำจัดที่ไม่มีศักยภาพ

สุดท้ายกลายเป็น “การลักลอบเก็บกากสารเคมี และลักลอบกำจัดแบบผิดวิธี” นำมาซึ่งเกิดการรั่วไหลส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างที่ปรากฏอยู่ทุกวันนี้ แล้วการแก้ปัญหาภายหลังนั้นต้องมีค่าใช้จ่ายในกระบวนการบำบัดฟื้นฟูค่อนข้างสูงมาก ตั้งแต่การขุดดินออกนำดินใหม่เข้ามาแทน และต้องตรวจน้ำชั้นใต้ดินอีกด้วย

ถ้าเทียบกับ “สหรัฐฯ” มีกฎหมายควบคุมโรงงานกำจัดกากเข้มงวดมาก เช่น บริษัทรับฝังกลบแม้ผ่านไป 20 ปีหากเกิดปัญหาของเสียรั่วซึมสู่ชุมชนสามารถฟ้องร้องได้ทั้งบริษัทกำจัดกาก และบริษัทผู้ก่อกำเนิดด้วยซ้ำ

เหตุนี้อยากเสนอแนวทางแก้ปัญหาในอนาคตว่า “โรงงานทุกประเภท” ต้องยึดมั่นในหลักประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมว่าด้วยการจัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วปี 2566 เพื่อให้ผู้ประกอบการต้นกำเนิดกากของเสียก่อนจะส่งไปกำจัดที่บริษัทใดควรต้องมีเจ้าหน้าที่ไปสำรวจว่าโรงงานนั้นมีศักยภาพดำเนินการกำจัดได้จริงๆ

หากเป็นแบบนี้กรณี “วินโพรเสสฯและเอกอุทัยฯจะไม่เกิดขึ้นอีกเลย” แต่อย่างไรก็ดี ตอนนี้สภาอุตสาหกรรมฯ “มีการประเมินโรงงานที่ปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมาย” แล้วออกใบผ่านการประเมินให้เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงผ่านมาตรฐาน “การันตีให้อุตสาหกรรมอื่น” สามารถตัดสินใจใช้บริการได้ง่ายขึ้นด้วย

ประการถัดมากรณี “ขอใบอนุญาตเคลื่อนย้ายกากอุตสาหกรรม” อย่างที่บอกไปประเทศไทยมีกากของเสีย 20 ล้านตัน/ปี และกากของเสียอันตราย 1.5 ล้านตัน ดังนั้น การขออนุญาตขนย้ายจะไม่ต่ำกว่าพันคำร้อง/วัน

เรื่องนี้อยากยกตัวอย่างในประเทศพัฒนาแล้ว เช่น “เยอรมนี” ที่ใช้เทคโนโลยีมาช่วยตรวจสอบการอนุมัติให้รหัสประเภทของเสียขออนุญาตตรงกับรหัสโรงงานปลายทาง ในส่วนเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบโรงงานรับกำจัด กากอุตสาหกรรม “ประเมินศักยภาพ” เพื่อให้ตรงตามที่ขอจดแจ้งจัดตั้งโรงงานนั้น

หากโรงงานไม่มีศักยภาพ มีข้อบกพร่อง หรือรับกากของเสียไม่ตรงตามการขอจดแจ้งประกอบกิจการ “จะสั่งระงับ หรือยกเลิกใบอนุญาตทันที” ดังนั้น ประเทศไทยอาจต้องตั้งสายด่วนรับเรื่องร้องเรียนการลักลอบทำผิดกฎหมายทิ้งกากอุตสาหกรรมแล้ว “มีทีมม้าเร็ว” ออกตรวจสอบตามที่ได้รับแจ้งนั้น

ย้ำด้วยมาตรการ “การติดตั้ง GPS” เพื่อติดตามรถขนส่งกากของเสียด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ผ่านแอปพลิเคชัน ตั้งแต่วันเวลาที่ส่งข้อมูลของเสียที่จะขนถ่าย ความเร็ว ทิศทางการเดินทางที่เริ่มแจ้งนำของเสียออกนอกโรงงานจนเข้าสู่แหล่งกำจัดกากสามารถเช็กตำแหน่งรถขนส่งได้ 24 ชม. (Real Time) เพื่อป้องกันการลักลอกทิ้งกาก

ขณะที่ พูนศักดิ์ จันทร์จําปี ประธานคณะกรรมาธิการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บอกว่า นับแต่รับตำแหน่งประธาน กมธ. 7 เดือน “ประชาชน” ร้องเรียนมาแล้ว 387 เรื่อง ในจำนวนนี้ 70% เป็นปัญหาที่ดินทับซ้อนป่า และ 25% เป็นปัญหาสิ่งแวดล้อม หรือ 88 เรื่อง ทั้งเกี่ยวกับดิน น้ำ ลม และไฟ ล้วนกระทบต่อประชาชน

ทำให้เรื่องนี้ กมธ.ต่างให้ความสำคัญพยายามแก้ปัญหาโดยเฉพาะน้ำใต้ดินปนเปื้อนจากของเสียอุตสาหกรรม เพราะประเทศไทยยังไม่มีระบบฟื้นฟูอย่างเป็นรูปธรรม แตกต่างจาก “ญี่ปุ่น” ที่ออกเป็นกฎหมายประเมินดินในสถานประกอบกิจการ 6 แสนกว่าแห่ง พบว่า 75% ก่อเกิดการปนเปื้อนแล้ว 4 หมื่นแห่ง มีการปนเปื้อนรุนแรง

สะท้อนกระบวนการตรวจสอบ “อันเกิดจากการมีกฎหมายบังคับให้ต้องสำรวจการปนเปื้อน” ในส่วนประเทศไทยก็เชื่อว่าน่าจะมีสถานประกอบกิจการก่อการปนเปื้อนน้ำใต้ดินหลักหมื่นแห่งเหมือนกัน เช่น โรงงานรีไซเคิล อ.จอมบึง จ.ราชบุรี โรงงานกำจัดกากของเสียหนองพะวา จ.ระยอง โรงกำจัดกาก อ.ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์

ล่าสุด กมธ.สิ่งแวดล้อมเดินทางไปสำรวจแทบตกใจ “แผ่นพลาสติกรองพื้นฝังกลบมีขนาด 0.1 มม.” ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐาน 1.5 มม.ส่งผลให้เกิดการปนเปื้อนน้ำใต้ดินอย่าง อ.ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ ปรากฏพบสารอินทรีย์ระเหยง่ายกระจายสู่สิ่งแวดล้อมจนชาวบ้านไม่อาจใช้น้ำได้ สะท้อนกลไกการตรวจสอบของภาครัฐไม่มีเลยด้วยซ้ำ

ดังนั้น เมื่อเกิดการปนเปื้อนจำเป็นต้องฟื้นฟูด้วยขั้นตอนที่ 1 สำรวจข้อมูลพื้นฐานสารเคมีติดตามตรวจสอบบ่อน ขั้นตอนที่ 2 สำรวจการปนเปื้อน และขั้นตอนที่ 3 การฟื้นฟูที่ปนเปื้อนมีตั้งแต่การขุดดินออก เพื่อบำบัดด้วยวิธีทางเคมี ชีวภาพ หรืออาจจะเป็นการควบคุมสารปนเปื้อนป้องกันการแพร่กระจายเป็นวงกว้าง

สุดท้ายย้ำว่า “การกำจัดกากของเสียผิดกฎหมายปรากฏขึ้นแล้ว” ภาครัฐต้องสแกนโรงงานเหล่านี้ให้ทำตามกฎหมาย หากพบการฝ่าฝืน ก็จัดการเด็ดขาด ที่สะท้อนผ่านเวทีทางออกกรณีมลพิษหนองพะวา : ภาพสะท้อนปัญหากากอุตสาหกรรมอันตรายไทย จัดโดยมูลนิธิบูรณะนิเวศเพื่อหาทางออกร่วมกัน.

คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม