วิกฤติขาดแคลนแรงงาน เด็กเกิดน้อยคนชราเพิ่ม

วิกฤติขาดแคลนแรงงาน เด็กเกิดน้อยคนชราเพิ่ม

วิกฤติขาดแคลนแรงงาน เด็กเกิดน้อยคนชราเพิ่ม

.css-nh9sg4 #forum2022-logoSponsor{text-align:center;}.css-nh9sg4 .forum2022-logoSponsor-text{font-family:”KaLaTeXa Display”;font-size:10px;position:relative;z-index:3;}.css-nh9sg4 .forum2022-logoSponsor-text span{background-color:#ffffff;padding:0 10px;position:relative;z-index:3;}.css-nh9sg4 .forum2022-logoSponsor-text::after{content:””;height:1px;width:100%;background-color:rgb(216,216,216);position:absolute;top:50%;left:0;-webkit-transform:translateY(-50%);-ms-transform:translateY(-50%);transform:translateY(-50%);z-index:2;}.css-nh9sg4 ul.forum2022-logoSponsor{padding:0;margin:0;list-style:none;display:-webkit-box;display:-webkit-flex;display:-ms-flexbox;display:flex;-webkit-flex-wrap:wrap;-ms-flex-wrap:wrap;flex-wrap:wrap;gap:15px;-webkit-box-pack:center;-webkit-justify-content:center;-ms-flex-pack:center;justify-content:center;}.css-nh9sg4 ul.forum2022-logoSponsor li.forum2022-item-sponsor{height:80px;}.css-nh9sg4 ul.forum2022-logoSponsor li.forum2022-item-sponsor img{height:80px;}

ประเทศไทยกำลังเผชิญ “วิกฤติขาดแคลนแรงงาน” ด้วยอัตราเด็กเกิดใหม่ลดลงต่อเนื่อง สวนทางกับจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น กลายเป็นระเบิดเวลาการขับเคลื่อนพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาวในอนาคต

กระทั่งปัญหานี้ “ประเทศไทยต้องหันไปพึ่งพาแรงงานต่างชาติ” กลายเป็นความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเติบโตน้อยลง และเติบโตช้าหรือไม่เพียงใดนั้น รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ผอ.ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ และอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ ม.หอการค้าไทย ให้ข้อมูลว่า

รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ
รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ

ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่ “สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์แล้ว” ทำให้ในปี 2566 มีผู้สูงวัย 20% วัยแรงงาน 63% และวัยเด็กเพียง 16% ในส่วนประชากรวัยทำงานอยู่ที่ประมาณ 42.4 ล้านคน แต่สถานการณ์ของกลุ่มวัยทำงานนี้กลับมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องในอัตราเร่งมาตั้งแต่ปี 2560 แล้วด้วยซ้ำ

ถ้าย้อนดู “งานวิจัยธนาคารโลก” ในเรื่อง Aging and the Labour Market in Thailand จะพบว่า “ภาวะประชากรสูงวัย” กำลังส่งผลกระทบ อย่างมากต่อ “ตลาดแรงงานไทยและการพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวม” เนื่องจากจำนวนประชากรวัยทำงานลดลง ทำให้รายได้เฉลี่ยบุคคลในประเทศเติบโตลดลงตามมาด้วยเหมือนกัน

หากไม่มีการเปลี่ยนแปลง “โครงสร้างประชากร” คาดการณ์ว่า การเติบโตของ GDP ต่อหัวจะลดลงอีกร้อยละ 0.86 ในทศวรรษ 2020 กระทบ ตลาดแรงงานหนัก แล้วถ้าอัตราการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานยังคงที่ตามอายุ และเพศ “โครงสร้างประชากรจะเปลี่ยนไป” คาดว่าจะส่งผลให้อัตราการมีส่วนร่วมของแรงงานลดลงร้อยละ 5

ตั้งแต่ปี 2563-2603 แรงงานจะลดลงถึง 14.4 ล้านคน ส่งผลให้ประเทศอยู่ในภาวะขาดแคลนแรงงาน “เสียโอกาสเติบโต” แต่ว่าการนำเทคโนโลยีมาใช้มากขึ้นจะช่วยบรรเทาปัญหาแรงงานได้บางส่วน

ประการถัดมาด้วย “ประเทศไทยค่อนข้างมีการกระจุกตัวของการผลิต และการจ้างงานสูง” สิ่งนี้ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ แต่ระบบประกันสังคมช่วยสร้างระบบสวัสดิการขนาดใหญ่ครอบคลุมแรงงานในระบบทั่วทั้งประเทศ และสร้างระบบการออมแบบบังคับ เพื่อดูแลผู้สูงอายุในวัยเกษียณ

ตามงานวิจัย ศ.ดร.ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์ ชี้ถึงความเหลื่อมล้ำค่าจ้างมีดัชนีจีนีอยู่ที่ 0.4 ถือว่าตัวเลขสูงเกินไป “โอกาสการมีงานทำสั้น” แรงงานจำนวนไม่น้อยต้องออกจากตลาดแรงงานในระบบโรงงานตั้งแต่อายุ 45 ปี

แต่ว่า “ปัญหาการกระจุกตัวการผลิต การประกอบการ และการจ้างงาน” ก็ได้สะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำในมิติพื้นที่ชัดเจน “กรุงเทพฯ และปริมณฑล” มีการจ้างงานในระบบ 6-7 ล้านคน และมีสถานประกอบการในระบบ 239,000 แห่ง “จีดีพีอยู่ที่ 7.5–7.6 ล้านล้านบาท” ทำให้มีโอกาสการมีงานทำสูงสุด

ดังนั้นเป้าหมายทางนโยบายสาธารณะคือ “กระจายโอกาสจ้างงานไปทั่วทุกภูมิภาค” แล้วในการย้ายแหล่งการผลิตหรือการจ้างงานไปต่างจังหวัด “ต้องเกิดผลดีต่อพื้นที่ทวีคูณท้องถิ่น” ทั้งยังลดปัญหาความแออัด ปัญหามลพิษทางอากาศ สิ่งแวดล้อม และการแตกสลายของสถาบันครอบครัวในชนบทที่พ่อแม่ลูกไม่ได้อยู่ด้วยกัน

ตอกย้ำว่าเศรษฐกิจและภาคการผลิตบางส่วน “จำเป็นต้องอาศัยแรงงานประเทศเพื่อนบ้าน”  โดยเฉพาะงานใช้ทักษะต่ำ สังเกตตามตลาดสดหรือไซต์งานก่อสร้างล้วนมีแต่แรงงานต่างด้าว “ยกเว้นหัวหน้าคุมงานยังเป็นคนไทย” แม้แต่ธุรกิจประมงทางทะเลก็ยังใช้แรงงานต่างด้าว เพราะคนไทยสมัยนี้ไม่ทำงานเหล่านี้กันแล้ว

ในส่วน “แรงงานคนไทยที่มีทักษะปานกลางและระดับสูง” จำนวนไม่น้อยก็ไปทำงานต่างประเทศที่มีค่าตอบแทนสูง สิ่งนี้ได้สะท้อนปัญหาโครงสร้างตลาดแรงงานระบบค่าจ้างที่บ่งชี้เศรษฐกิจไทยไม่อาจยกระดับขึ้นมาเป็นระบบเศรษฐกิจการผลิตใช้แรงงานทักษะสูง และผลิตสินค้ามูลค่าสูงด้วยนวัตกรรมได้อย่างแท้จริง

แต่ยังคงติดกับดัก “โครงสร้างการผลิตและเศรษฐกิจแบบเดิม” ปัจจัยส่วนหนึ่งมาจากการจ้างงานไม่อาจปรับค่าแรงขั้นต่ำได้มากเกินไป ด้วยความสามารถและต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมไม่สามารถรับไหว เพราะถ้าจะจ่ายค่าแรงสูงเท่าต่างชาติได้นั้นต้องพัฒนาระบบเศรษฐกิจให้เทียบเท่าประเทศพัฒนาแล้ว

เหตุนี้ผู้ประกอบการหรือนักธุรกิจไทยยังคงต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าวในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และยังไม่มีท่าทีจะยกระดับฐานการผลิตสูงขึ้น แต่คงอาศัยแรงงานมนุษย์ราคาถูกจากประเทศเพื่อนบ้านที่สามารถดึงเข้ามาระบบทำงานได้ง่าย กลายเป็นฝากความหวังไว้กับแรงงานกลุ่มนี้ ถ้าขาดหายไปเศรษฐกิจไทยก็คงแย่

ตอกย้ำอีก 17 ปีข้างหน้า “จะเข้าสู่สังคมสูงอายุระดับสุดยอด” คาดว่าจะมีผู้สูงอายุถึง 30% และวัยแรงงานลดลงเหลือ 55% ส่วนวัยเด็กเพียง 12% อันอัตราเจริญพันธุ์ต่ำที่ยังไม่มีประเทศใดสามารถเพิ่มสูง เพื่อมาทดแทนในระยะ 10-20 ปีนี้ได้ เช่นนี้ต้องปรับทัศนคติการมีบุตรไม่ใช่เรื่องของแต่ละครอบครัวอย่างเดียว

หากแต่เป็นเรื่องของส่วนรวมเนื่องจากเด็กๆของแต่ละครอบครัวจะเป็นทุนมนุษย์สำคัญของสังคม “อันเป็นรากฐานทางเศรษฐกิจ” ที่จะรองรับ สัดส่วนประชากรสูงวัยที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยประชากรวัยทำงานจะเป็นแหล่งรายได้ภาษีของภาครัฐ เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายสวัสดิการให้ผู้สูงอายุ

เพราะต้องใช้งบประมาณดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นทุกปีเฉลี่ยปีละ 7.6-7.7 แสนล้านบาท หรืออย่างต่ำ 4.5% ของจีดีพี “อันมีกองทุนชราภาพ กองทุนประกันสังคม” เป็นผู้รับผิดชอบดูแลสวัสดิการผู้สูงอายุใหญ่ที่สุด

แม้นสวัสดิการดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นทุกปี แต่งบประมาณจัดสรรไปสู่รายจ่ายทางด้านสวัสดิการสังคมของไทยยังอยู่ในระดับต่ำมาก เมื่อเทียบกับจีดีพีอยู่ที่ไม่เกิน 5% รายจ่ายสวัสดิการสังคมต่องบประมาณของไทยจะอยู่ที่ 20% และมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ สะท้อนรายได้ภาษีต่อจีดีพีต่ำและยังขึ้นอยู่กับภาษีทางอ้อมและภาษีเงินได้เป็นหลัก

 ปัญหามีอยู่ว่า “ความวิตกกังวลในระดับโลกและในไทย” ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ “หุ่นยนต์ และเครื่องจักรอัตโนมัติ” อาจทำให้ตำแหน่งแรงงานมนุษย์หดหายมากเกินไปส่งผลให้จีดีพีโดยรวมลดลง แล้วแนวโน้มคาดได้แน่ๆ คือส่วนแบ่งจีดีพีที่เคยเป็นค่าจ้างแรงงานมนุษย์จะลดลงชัดเจน

เช่นนี้เสนอว่าควรปฏิรูประบบแรงงานรับมือสมองกลอัจฉริยะ หรือ AI แล้วเพิ่มความเป็นธรรมและความสามารถแข่งขัน การเร่งอัตราขยายตัวทางผลิตภาพขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ จะทำให้ขีดความสามารถการแข่งขันเศรษฐกิจไทยดีขึ้น ตอบโจทย์ปัญหาขาดแคลนแรงงานมนุษย์ที่จะรุนแรงในทศวรรษหน้า

นอกจากนี้ “ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี AI หุ่นยนต์ จักรกลอัตโนมัติ” จะทำให้อาชีพและตลาดแรงงานเปลี่ยนแปลงไปแบบพลิกโฉม ฉะนั้นจำเป็นต้องมีการปฏิรูประบบการศึกษาเรียนรู้ ระบบพัฒนาทักษะ และระบบแรงงานทั้งระบบ เพื่อให้แรงงานมนุษย์สามารถทำงานร่วมกับ AI และระบบหุ่นยนต์ได้ดีขึ้น

ด้วยหลายอย่างสมองกลอัจฉริยะ AI สามารถทำงานได้ดีกว่าแรงงานมนุษย์ และเสริมการทำงานของมนุษย์ระบบ Software คอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการคำนวณ ประกอบกับการใช้ Big Data และ Machine Learning สามารถทำงานทางด้านการวิเคราะห์ การคำนวณ การประเมินการลงทุน การศึกษา การวิจัยได้อย่างดี

อีกแนวทางหนึ่งที่น่าสนใจคือ “เปิดตั้งถิ่นฐาน” ด้วยการรับคนต่างด้าว ที่มีทักษะสูงเข้ามาร่วมในการพัฒนาประเทศ “แต่อาจต้องทำอย่างรัดกุม” คล้ายสหรัฐอเมริกาเปิดรับผู้มีความรู้ ความสามารถเข้ามาตั้งรกรากในประเทศ ทำให้หลายคนที่ได้สัญชาติอเมริกันแล้วสร้างชื่อเสียงในเวทีโลกให้กับสหรัฐอเมริกาอย่างมากมาย

นี่คือทิศทางสถานการณ์ “ประเทศไทย” ที่นับถอยหลังเผชิญหน้าปัญหาขาดแคลนแรงงานในอนาคต ฉะนั้นรัฐบาลจำเป็นต้องสร้างแรงจูงใจเพื่อรักษาแรงงานไทยที่มีทักษะสูงให้อยู่ทำงานในประเทศ ควบคู่กับการพัฒนาทักษะยกระดับแรงงานรุ่นใหม่ พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วนี้.

คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม

Tyson News ให้การรายงานเชิงลึกที่เป็นกลาง และมุ่งมั่นที่จะเปิดเผยความหลากหลายและการเปลี่ยนแปลงในโลก เราเชื่อในพลังของข่าวสาร และข้อมูลนั้นควรยุติธรรม โปร่งใส และเข้าใจง่าย ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน Tyson News จะเป็นพันธมิตรที่เชื่อถือได้ของคุณในการติดตามแนวโน้มของโลก

| โพสต์ล่าสุด |