สงครามกลางเมืองเมียนมา จุดวัดใจผู้นำ “มินอ่องหล่าย”

สงครามกลางเมืองเมียนมา จุดวัดใจผู้นำ “มินอ่องหล่าย”

สงครามกลางเมืองเมียนมา จุดวัดใจผู้นำ “มินอ่องหล่าย”

.css-nh9sg4 #forum2022-logoSponsor{text-align:center;}.css-nh9sg4 .forum2022-logoSponsor-text{font-family:”KaLaTeXa Display”;font-size:10px;position:relative;z-index:3;}.css-nh9sg4 .forum2022-logoSponsor-text span{background-color:#ffffff;padding:0 10px;position:relative;z-index:3;}.css-nh9sg4 .forum2022-logoSponsor-text::after{content:””;height:1px;width:100%;background-color:rgb(216,216,216);position:absolute;top:50%;left:0;-webkit-transform:translateY(-50%);-ms-transform:translateY(-50%);transform:translateY(-50%);z-index:2;}.css-nh9sg4 ul.forum2022-logoSponsor{padding:0;margin:0;list-style:none;display:-webkit-box;display:-webkit-flex;display:-ms-flexbox;display:flex;-webkit-flex-wrap:wrap;-ms-flex-wrap:wrap;flex-wrap:wrap;gap:15px;-webkit-box-pack:center;-webkit-justify-content:center;-ms-flex-pack:center;justify-content:center;}.css-nh9sg4 ul.forum2022-logoSponsor li.forum2022-item-sponsor{height:80px;}.css-nh9sg4 ul.forum2022-logoSponsor li.forum2022-item-sponsor img{height:80px;}

นับตั้งแต่อดีตกาล…ดินแดนทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของพรมแดนประเทศไทยมักเกิดความวุ่นวายอยู่เป็นเนืองๆจากปัญหาความขัดแย้งของกลุ่ม “ชาติพันธุ์”

หากมีใครขึ้นมาเป็นใหญ่ รวบอำนาจได้ สถานการณ์ก็จะเงียบสงบกันไปได้พักหนึ่ง อย่างช่วงเวลาของอาณาจักรตองอู อาณาจักรอังวะ ไล่จนมาถึงรัฐบาลพลเรือน-ทหาร “เมียนมา” ในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม การรัฐประหาร 1 ก.พ.2564 อำนาจบริหารของผู้นำ “อองซาน ซูจี” ถูกดึงกลับไปอยู่ในมือของ พล.อ.อาวุโส “มิน อ่อง หล่าย” ผู้บัญชาการสูงสุดทัดมาดอว์ (กองทัพเมียนมา) ได้ส่งผลให้เสถียรภาพของดินแดนเกิดความสั่นคลอนอีกครั้ง ประชาชนจำนวนมหาศาลพากันเรียกหาระบบประชาธิปไตยแบบตะวันตก จัดการชุมนุมประท้วงใหญ่อย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ นำไปสู่การใช้กำลังความมั่นคงเข้าปราบปรามอย่างรุนแรง

และตามประวัติศาสตร์ที่ซ้ำรอยไม่รู้จบ การคุยกันไม่รู้เรื่องหรือการปิดประตูเจรจาหารืออย่างสิ้นเชิงย่อมนำไปสู่การใช้กำลังในที่สุด นักเรียน นักศึกษา ประชาชนวัยทำงานทยอยกัน “เข้าป่าจับปืน” ภายใต้สังกัด “กองกำลังติดอาวุธประชาชน PDF” ของกลุ่มการเมืองเก่าที่ถูกทหารยึดอำนาจ

จากชูป้ายประท้วง ถือโทรโข่งด่าทอ ขว้างไม้ขว้างหิน กลายเป็นถือปืนอาก้า จรวดอาร์พีจี ออกรบสไตล์กองโจร สาดกระสุนใส่ทหารรัฐบาล และใช้พื้นที่หุบเขาในรัฐสะกาย ทางภาคเหนือเป็นฐานที่มั่นในการต่อสู้ องค์กรอิสระสหรัฐฯประเมินตัวเลขบาดเจ็บล้มตายกว่า 40,000 คน

สถานการณ์รบราฆ่าฟันยังคงดำเนินมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาแล้วกว่า 2 ปี และยังไม่มีใครรู้ว่าจะจบลงเช่นไร เพราะทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายต่อต้านต่างอ้างความชอบธรรมว่าตัวเองคืออำนาจบริหารของจริง

กระนั้น ในช่วงปลายเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา มีสัญญาณว่าการสู้รบกำลังเข้าขั้นหนักหน่วงกว่าครั้งไหนๆ หลังกลุ่มพีดีเอฟฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ประสบความสำเร็จในการดึงกองกำลังติดอาวุธกลุ่มชาติพันธุ์ในรัฐต่างๆที่เคยเป็นไม้เบื่อไม้เมากับกองทัพเมียนมาเข้ามาเป็นแนวร่วม และปฏิบัติการโจมตีในลักษณะทำสงครามเต็มรูปแบบ ไม่ต่างกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสมรภูมิยุโรปตะวันออกแต่อย่างใด

โดยเสียงเป่านกหวีดเริ่มขึ้นในพื้นที่ตอนเหนือของ “รัฐฉาน” ทางภาคตะวันออกของเมียนมา ซึ่งอยู่ติดกับพรมแดนจีน กองกำลังพีดีเอฟ ร่วมกับกองกำลังติดอาวุธพันธมิตรประชาธิปไตย MNDAA ที่มาจากการรวมตัวของกลุ่มโกก้าง กลุ่มตาอ้าง และกลุ่มอาระกัน ได้เปิดฉากรุกครั้งใหญ่ภายใต้รหัสปฏิบัติการ “1027” ส่งนักรบเข้าตีเมือง และค่ายทหารของทัดมาดอว์แบบฉับพลัน เพื่อตัดผลประโยชน์ของรัฐบาลทหารจากการค้าขาย กับจีน

แน่นอนว่ารัฐบาลเมียนมาย่อมดำเนินการตอบโต้อย่างรุนแรง ส่งกำลังเสริมเข้าไปในพื้นที่ และใช้แสนยานุภาพของกองทัพอากาศบดขยี้เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา แต่ผลปรากฎว่า เพียงสัปดาห์เดียวก็มีรายงานเพิ่มเติมว่า แนวร่วมต่อต้านรัฐบาลได้ประสบความสำเร็จในการยึดเมือง อย่างน้อย 10 เมือง และค่ายทหารกว่า 140 แห่ง ในทางตอนเหนือของรัฐฉาน

ตามด้วยข่าวว่า ค่ายทหารของกองทัพเมียนมาถูกบุกยึดหรือโจมตี ทั้งในรัฐคะฉิ่น ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รัฐสะกายในภาคกลางตอนเหนือ รัฐชีน ทางภาคตะวันตกติดพรมแดนอินเดีย รัฐยะไข่ ทางภาคตะวันตกติดพรมแดนบังกลาเทศ ลามไปจนถึงเมียนมาตอนล่างอย่างรัฐมอญและรัฐกะยาที่มีพรมแดนติดกับจังหวัดแม่ฮ่องสอนของประเทศไทย

โดยเป็นปฏิบัติการร่วมของพีดีเอฟกับกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นกองกำลังเอกราชคะฉิ่น KIA กองทัพอาระกันในยะไข่ AA กองกำลังติดอาวุธรัฐชีน CNDF ไปจนถึงกองกำลังปลดปล่อยชาติกะเหรี่ยง KNLA ซึ่งเป็นหน่วยความมั่นคงของกลุ่มกะเหรี่ยง KNU ที่คนไทยคุ้นชินกันดี

จะไม่ถือเป็นเรื่องผิดปกติแต่อย่างใด หากเป็นการปฏิบัติการของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เนื่องด้วยกลุ่มชาติพันธุ์มักต่อสู้กับรัฐบาลเมียนมาอยู่เป็นระยะๆ เพื่อเรียกร้องสิทธิในการปกครองและผลประโยชน์ในพื้นที่เพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้กลับกลายเป็นว่า กลุ่มต่างๆกลับดำเนินการโจมตีในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันเหมือนกับนัดแนะกันมา ประกอบกับมีสัญญาณผิดปกติจากรัฐบาลเมียนมาเพิ่มมากขึ้น ทั้งกรณีที่ประธานาธิบดีมินห์ ฉ่วย กล่าวเตือนว่า “หากไม่รีบควบคุมสถานการณ์ ประเทศอาจถูกแยกเป็นส่วนๆ” รวมถึงการที่รัฐบาลประกาศใช้กฎอัยการศึกในพื้นที่ขัดแย้ง และการประกาศระดมกำลังสำรองทั่วประเทศ เพื่อเสริมไพร่พลกองทัพทัดมาดอว์

งานนี้จึงเป็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่งว่า สถานการณ์จะเดินไปสู่จุดใด เพราะหากมองในภาพรวมแล้ว เมียนมา ณ เพลานี้ ที่รัฐบาลยังคุมฐานอำนาจในภาคกลางไว้ได้ แต่ภูมิภาครอบๆกำลังเกิดการก่อกบฏชิงหัวเมือง ก็ไม่ต่างอะไรกับประเทศที่ตกอยู่ในภาวะ “สงครามกลางเมือง” (Civil War)

พล.อ.อาวุโส “มิน อ่อง  หล่าย” จะแก้เกม แบบไหน จะใช้สูตรขจัดให้ราบก็ย่อมเผชิญศึกหลายแนวรบ ไม่รวมถึงเรื่องขวัญกำลังใจของเหล่าทหารในกองทัพที่อาจมีอุดมการณ์การเมืองต่างขั้วหลบซ่อนอยู่

หรือจะใช้สูตรเจรจา “ผลประโยชน์” กับกลุ่มชาติพันธุ์เพื่อให้ยอมถอนตัวจากแนวร่วมพีดีเอฟ โดยเฉพาะผลประโยชน์ใต้ดินที่สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ อย่างศูนย์คอลเซ็นเตอร์ การผลิตยาเสพติด และเหมืองเถื่อนก็ย่อมสุ่มเสี่ยง ที่อาจจะไปทับเส้นกับตัวละครลับ กลุ่มผู้มีอิทธิพลทั้งในและนอกรัฐบาล

หรือสุดท้ายจะตัดสินใจทำในสิ่งที่เป็นไปได้ยากยิ่ง นั่นคือเปิดกระบวนการเจรจาระดับประเทศเพื่อความปรองดอง และมอบโอกาสอีกครั้งให้แก่ฝ่ายที่เรียกร้องทวงถาม “ประชาธิปไตย”.

วีรพจน์ อินทรพันธ์

คลิกอ่านคอลัมน์ “7 วันรอบโลก” เพิ่มเติม

Tyson News ให้การรายงานเชิงลึกที่เป็นกลาง และมุ่งมั่นที่จะเปิดเผยความหลากหลายและการเปลี่ยนแปลงในโลก เราเชื่อในพลังของข่าวสาร และข้อมูลนั้นควรยุติธรรม โปร่งใส และเข้าใจง่าย ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน Tyson News จะเป็นพันธมิตรที่เชื่อถือได้ของคุณในการติดตามแนวโน้มของโลก

| โพสต์ล่าสุด |