เมื่อสัปดาห์ก่อนทีมข่าวต่างประเทศ นสพ.ไทยรัฐ มีโอกาสได้ร่วมวงพูดคุยกับ คุณแทมมี ชาร์ป ผู้แทนข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ สำนักงานประจำประเทศไทย กับผู้สื่อข่าวกลุ่มเล็กๆ หลังจากรับหน้าที่ในกรุงเทพฯได้ราว 6 เดือน หลังสั่งสมประสบการณ์การทำงานมาแล้วในเกือบทุกทวีปทั่วโลก
คุณชาร์ปเกริ่นว่า “สื่อ” มีส่วนสำคัญต่อการทำงานของ UNHCR ด้วยเป็นผู้นำเสนอความเข้าใจที่ถูกต้องแก่สังคม ก่อนเล่าถึงภารกิจของ UNHCR มีวาระสำคัญต้องการผลักดันความช่วยเหลือแก่ 2 กลุ่มคนในประเทศไทย นั่นคือ กลุ่มผู้ลี้ภัย บุคคลที่ถูกบังคับ มีความจำเป็นต้องออกจากประเทศของตนเองมาอยู่อีกประเทศหนึ่ง เช่นผู้ลี้ภัยชาวเมียนมา 80,000 คนหนีภัยสงครามตั้งแต่ปี 2518 มาอยู่ที่ค่ายพักพิง 9 ค่ายใน 4 จังหวัดชายแดนไทย-เมียนมา นอกจากนี้ ในกลุ่มนี้ยังรวม ผู้ลี้ภัยในเมือง เช่น ชาวปากีสถาน เวียดนาม กัมพูชา มาอยู่ในกรุงเทพฯ ขอให้ UNHCR ช่วยดำเนินการขอสถานะ “ผู้ขอลี้ภัย” ไปตั้งรกรากในประเทศที่ 3 ต่อไป
ส่วนอีกกลุ่มคือ “บุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติ”
แน่นอนว่าภารกิจหลักใน 2 กลุ่มคนนี้มีความท้าทายอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะประเด็นด้าน “กฎหมาย” แม้ว่าตลอดเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา รัฐบาลไทยให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลให้ผู้ลี้ภัยได้อาศัยอยู่ชั่วคราว โดยไม่ได้ลงนามเป็นภาคีของอนุสัญญาปี ค.ศ.1951 ว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัยแต่อย่างใด ส่งผลให้ผู้ลี้ภัย เหล่านี้ไม่ได้รับสถานะความคุ้มครองถูกต้องตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม คุณชาร์ปเข้าใจดีว่าการลงนามในสัญญาต่างๆของรัฐบาลเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาผลผูกพันอย่างถี่ถ้วน แต่ก็ได้ย้ำว่า การให้สถานะผู้ลี้ภัยเป็นเรื่องมนุษยธรรม ไม่ได้เป็นเรื่องการเมือง
…
ประเด็นนี้ผู้เขียนเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าเป็นประเด็นอ่อนไหว โดยเฉพาะเมื่อการให้ความช่วยเหลือผู้อื่น เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของสังคมจึงสมควรต้องพินิจพิเคราะห์ให้ดี ไม่ควรรีบร้อน.
อมรดา พงศ์อุทัย
คลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม