ต้องยอมรับว่ารัฐบาลที่มี “เซียนกฎหมาย” เป็นคนคุมเกมต่อความเป็นไปของรัฐบาลนั้นมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง
จึงไม่แปลกที่หลายนายกรัฐมนตรีหลายรัฐบาลที่ผ่านมาจึงตั้งให้ “วิษณุ เครืองาม” ทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบด้านกฎหมายมาอย่างต่อเนื่อง
ไม่ว่ารัฐบาลเลือกตั้ง หรือรัฐบาลทหาร ต่างก็ใช้คนเดียวกันนี่แหละ…
เพราะการบริหารประเทศนั้นเกี่ยวข้องกับกฎหมายระเบียบข้อบังคับต่างๆ ซึ่งเป็นกติกาที่ต้องปฏิบัติตาม
ผิดพลาดเมื่อใดก็เมื่อนั้น…
รัฐบาลชุดนี้สำคัญผิดอะไรมิทราบ ไม่มีรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ไม่มีรองนายกรัฐมนตรีดูแลด้านความมั่นคง
แต่ไปตั้งรองนายกรัฐมนตรีลอยๆแล้วก็ต้องปรับเปลี่ยนในเวลาต่อมา
นั่นคงเป็นเพราะนายกรัฐมนตรี “เศรษฐา ทวีสิน” เชื่อมั่นตัวเองเกินไปและมองไม่เห็นถึงความสำคัญมุ่งแต่เรื่องเศรษฐกิจอย่างเดียว
วันนี้มันเลยกลายเป็นเชือกมัดคอตัวเอง
ศาลรัฐธรรมนูญมีการประชุมเพื่อพิจารณาว่าจะรับหรือไม่รับคำร้องที่ 40 สว.ยื่นให้วินิจฉัยกรณีตั้ง “พิชิต ชื่นบาน” เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่เข้าข่ายว่าทุจริตประพฤติมิชอบเป็นที่ประจักษ์และมีการกระทำอันละเมิดต่อจริยธรรมอย่างร้ายแรง
โดยพ่วงนายกรัฐมนตรีไปอีกคนโทษฐานลงนามแต่งตั้ง
ปรากฏว่าศาลมีมติเสียงข้างมากไม่รับคำร้องกรณีของ “พิชิต” เนื่องจากลาออกไปก่อนหน้านี้ ทำให้หลุดบ่วงไป 1 ราย
แต่กรณีของนายกรัฐมนตรีนั้นปรากฏว่าศาลมีมติ 6 ต่อ 3 รับพิจารณาคำร้องและให้ส่งคำชี้แจงภายใน 15 วัน ว่าที่ตั้ง “พิชิต” ไปนั้นมั่นใจว่าคุณสมบัติถูกต้องแล้วหรือ
มติ 5 ต่อ 4 ให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปโดยไม่ต้องหยุด
…
ที่นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบใจ “พิชิต” ที่ลาออกเพื่อแสดงสปิริตนั้นคงไม่ใช่อย่างคิดเพราะถ้าเป็นอย่างนั้นศาลก็คงไม่รับคำร้องไปแล้ว
นี่ก็แสดงว่าการลงนามตั้ง “พิชิต” นั้นมีส่วนสนับสนุนให้คนที่ขาดคุณสมบัติเป็นรัฐมนตรีจึงมีส่วนร่วมกระทำผิดด้วย
หากไม่รับคำร้องนั่นแหละจึงพูดได้ว่าเปิดทางให้นายกรัฐมนตรีพ้นผิดไม่เกี่ยวข้องหรือรู้เห็นเป็นใจตั้งคนที่ขาดคุณสมบัติเป็นรัฐมนตรี
ก็ต้องรอดูกันต่อไปว่าสุดท้ายแล้วศาลจะวินิจฉัยออกมาอย่างไร จะพ้นผิดหรือผิดตามคำร้องตามข้อกล่าวหา
อันมีผลให้ต้องพ้นจากตำแหน่ง
แต่ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรก็ตาม ฐานะและภาพลักษณ์ความเป็นนายกรัฐมนตรีของคนชื่อ “เศรษฐา” ณ วันนี้นั้น
ป่นปี้ไปแล้ว…
เพราะมีรัฐมนตรีต้องออกไปถึง 3 คนในเวลาไล่เลี่ยกันแสดงให้เห็นว่าไม่มีความสามารถที่จะหาคนเข้ามาทำงานแบบไม่มีปัญหาได้เลย
โดยเฉพาะ 2 รัฐมนตรีจาก 3 คนนั้นน่าจะมาจากการผลักดันของคนที่มีอำนาจเหนือนายกรัฐมนตรีเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วย
อย่าไปโทษใครที่ไหนแต่นี่เป็นเพราะทำตัวเองแท้ๆ!
“สายล่อฟ้า”
คลิกอ่านคอลัมน์ “กล้าได้กล้าเสีย” เพิ่มเติม