โลกจับตามติการถอดถอน “ยุน ซอกยอล” ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ หลังล้มเหลวจากการประกาศกฎอัยการศึก สส.ฝ่ายค้านต้องการเสียงสนับสนุนให้ครบ 200 เสียง หรือ 2 ใน 3 ของจำนวน สส.ทั้งหมดใน 72 ชั่วโมง นับตั้งแต่ยื่นญัตติถอดถอน แต่มีเสียงในมือแค่ 192 เสียง แม้ล่าสุด สส.ฟากรัฐบาลร่วมเทคะแนนให้เพิ่ม 2 เสียง ส่วนใหญ่กลับวอล์กเอาต์จากที่ประชุม ขณะที่ “ยุน ซอกยอล” ออกมาขอโทษประชาชนก่อนเริ่มการลงมติถอดถอนฯ พร้อมขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว แต่ไม่ยอมลาออกจากตำแหน่ง
ผลจากการที่นายยุน ซอกยอล ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ประกาศใช้กฎอัยการศึกเมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. วันที่ 3 ธ.ค.ที่ผ่านมา แต่หลังจากนั้นแค่ 2 ชั่วโมง คือเวลาประมาณ 01.00 น. ของวันที่ 4 ธ.ค.รัฐสภาก็มีมติคัดค้านการประกาศดังกล่าว จนการประกาศกลายเป็นโมฆะ และส่งผลให้บรรยากาศการเมืองของเกาหลีใต้ร้อนระอุตามมาทันที เมื่อรัฐสภายื่นญัตติถอดถอนนายยุน ซอกยอล จากตำแหน่งประธานาธิบดี เมื่อวันที่ 7 ธ.ค.สำนักข่าวต่างประเทศรายงานบรรยากาศรัฐสภาลงคะแนนเสียงในญัตติถอดถอนนายยุน ซอกยอล ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ให้พ้นจากตำแหน่ง ที่เริ่มต้นขึ้นในเวลา 19.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น ต้องใช้เสียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ สส. 2 ใน 3 หรือ 200 เสียงจากทั้งหมด 300 เสียง แต่ สส.ฝ่ายค้านมีเสียงอยู่เพียง 192 เสียง ขณะที่พรรคพลังประชาชน เป็นฝ่ายรัฐบาล มี 108 เสียง ทำให้ต้องลุ้นกันนาทีต่อนาทีว่า ฝ่ายค้านจะดึงเสียงจากฝ่ายรัฐบาลมาได้หรือไม่ ท่ามกลางการออกมารวมตัวของประชาชนเกาหลีใต้จำนวนมากที่ด้านหน้ารัฐสภา ทั้งเพื่อกดดันและติดตามผลการลงมติครั้งประวัติศาสตร์
ทั้งนี้ สื่อในเกาหลีใต้ต่างวิเคราะห์ว่าการลงคะแนนเสียงถอดถอนประธานาธิบดีในครั้งนี้เป็นไปอย่างยากลำบาก เพราะทันทีที่เริ่มเปิดการลงมติ สส.พรรคพลังประชาชนก็ได้เดินออกจากที่ประชุมจนเกือบหมด เหลือเพียงนายอัน ชอลซู ที่อยู่ในที่ประชุมและร่วมลงคะแนนเสียงเพียงคนเดียว ก่อนที่ น.ส.คิม เยจี สส.ร่วมพรรค จะตามเข้ามาในที่ประชุมในเวลาต่อมา
…
เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้นายอู วอนชิก ประธานรัฐสภา วอนขอให้ สส.พรรคพลังประชาชน เข้ามาในที่ประชุมเพื่อลงคะแนนเสียงในญัตติถอดถอนประธานาธิบดี ระบุว่า ประชาชนเกาหลีใต้รวมถึงผู้คนทั่วโลกกำลังจับจ้องมาที่พวกเรา ดังนั้น ขอให้ทุกท่านกลับเข้ามาลงคะแนนเสียงเพื่ออนาคตของประเทศเกาหลีใต้ ต่อมา สส.จากพรรคพลังประชาชน เริ่มทยอยเข้ามาบางส่วนใช้สิทธิลงคะแนนเสียง เรียกเสียงปรบมือดังกึกก้องในที่ประชุมจากฝ่ายค้าน
อย่างไรก็ตาม สื่อเกาหลีใต้รายงานว่า วันเดียวกัน เวลา 17.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น ก่อนจะเริ่มการลงมติถอดถอนประธานาธิบดีนั้น รัฐสภาเกาหลีใต้มีการโหวตร่างกฎหมายแต่งตั้งอัยการพิเศษเพื่อสอบสวนกรณีทุจริตที่เกี่ยวข้องกับนางคิม กอนฮี ภรรยาของนายยุน ซอกยอล ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ จากกรณีการปั่นหุ้น และการแทรกแซงการเลือกตั้งทั่วไปที่จัดขึ้นเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา แต่ผลปรากฏว่าร่างกฎหมายดังกล่าวกลับไม่ผ่านการโหวต เมื่อผลการลงคะแนนเสียงสนับสนุนอยู่ที่ 198 ต่อ 102 ขาดคะแนนเสียงสนับสนุนไปเพียง 2 เสียงเท่านั้น ก่อนหน้านี้หนังสือพิมพ์แมอิล บีซิเนส สื่อด้านเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ ตั้งข้อสังเกตว่า การโหวตร่างกฎหมายดังกล่าวในวันเดียวกัน มีเพื่อดึงดูดให้ สส.ของพรรคพลังประชาชนเข้าร่วมการลงคะแนน เสียงถอดถอนนายยุน ซอกยอล
ก่อนหน้านี้ นายยุน ซอกยอล ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ออกแถลงการณ์ผ่านทางโทรทัศน์เป็นเวลา 2 นาที ถือเป็นการปรากฏตัวต่อสาธารณชนครั้งแรก หลังล้มเหลวจากการประกาศใช้กฎอัยการศึก นายยุน ซอกยอล ระบุว่า การตัดสินใจประกาศใช้คำสั่งกฎอัยการศึกครั้งนั้น มาจากตัวเขาเพียงคนเดียว และยอมรับว่าการตัดสินใจนั้นได้สร้างความกังวลและความตื่นตระหนกให้แก่ประชาชน พร้อมเอ่ยปากขอโทษจากใจจริงและรู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง และจะแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำนี้ ไม่หลบหนีบทลงโทษทั้งทางกฎหมายและทางการเมือง ส่วนที่มีข่าวลือว่าจะมีการประกาศใช้กฎอัยการศึกอีกครั้ง ขอยืนยันชัดเจนว่าจะไม่มีเรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้น จากนี้ไปจะสร้างความมั่นใจให้แก่พรรคพลังประชาชน เพื่อให้เกิดเสถียรภาพทางการเมือง พรรคและรัฐบาลจะรับผิดชอบต่อสถานการณ์ในอนาคตร่วมกัน รวมถึงขอโทษประชาชนเกาหลีใต้อีกครั้งที่สร้างความกังวลขึ้น ก่อนโค้งคำนับเมื่อสิ้นสุดการแถลงการณ์ แต่กลับไม่มีการประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีแต่อย่างใด
ทั้งนี้ ถ้อยแถลงดังกล่าวของประธานาธิบดี ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ จากนายอี แจมยอง ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาธิปไตยว่า เป็นคำแถลงที่น่าผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง และแสดงให้เห็นว่านายยุน ซอกยอล ทรยศหักหลังและสร้างความโกรธเคืองให้กับประชาชน ทางออกเดียวที่จะสามารถแก้ปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองได้คือการลาออกจากตำแหน่งทันที หรือต้องลงจากตำแหน่งผ่านการถอดถอนประธานาธิบดี
ด้านนายฮัน ดงฮุน หัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวต่อสื่อมวลชนว่า การลาออกจากตำแหน่งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว ในตอนนี้ นายยุน ซอกยอล ไม่สามารถทำหน้าที่ในตำแหน่งประธานาธิบดี อย่างมีประสิทธิภาพได้ และชี้ว่านายยุน ซอกยอล ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น กระนั้นพรรคก็คัดค้านการลงคะแนนเสียงถอดถอนประธานาธิบดี
ขณะที่บรรยากาศด้านนอกของรัฐสภา ในเขตยออีโด กรุงโซล ยิ่งฟ้ามืด ยิ่งมีประชาชนชาวเกาหลีใต้หลั่งไหลออกมารวมตัวอย่างต่อเนื่องกว่า 200,000 คน ท่ามกลางอากาศอันหนาวเย็น กดดันสมาชิกรัฐสภา เรียกร้องให้นายยุน ซอกยอล ลาออกจากตำแหน่ง พร้อมกับมีเสียงตะโกนขับไล่ประธานาธิบดี เรียกร้องให้มีการจับกุมนายยุน ซอกยอล อีกทั้งส่งเสียงตะโกนให้ สส.พรรคพลังประชาชน กลับเข้าที่ประชุมเพื่อลงคะแนนเสียง ผลจากการที่มีคนออกมารวมตัวกันจำนวนมาก ทำให้เครือข่ายอินเตอร์เน็ตในเขตยออีโด และเขตควังฮามุน ในกรุงโซล ถึงกับล่มชั่วคราว
ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ก็มีการชุมนุมของผู้สนับสนุนนายยุน ซอกยอลและพรรคพลังประชาชน ที่ออกมาคัดค้านการลงคะแนนเสียงถอดถอนประธานาธิบดี และชูป้ายที่มีข้อความต่อต้านพรรคประชาธิปไตย เรียกร้องให้จับกุมนายอี แจมยอง ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาธิปไตย เช่นกัน
กระทั่งเวลา 20.00 น.ตามเวลาท้องถิ่นหรือประมาณ 18.00 น.ตามเวลาในไทย สำนักข่าวยอนฮับของเกาหลีใต้ รายงานความคืบหน้าการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนนายยุน ซอกยอล ออกจากประธานาธิบดี ว่า มี สส.ลงคะแนนเสียงไปแล้ว 195 เสียงจากทั้งหมด 300 เสียง การลงมติดังกล่าวสามารถทำได้จนถึงเวลา 00.48 น.ของวันที่ 8 ธ.ค.ตามเวลาท้องถิ่น หรือภายในระยะเวลา 72 ชั่วโมงนับแต่ที่มีการยื่นเสนอญัตติถอดถอนนายยุน ซอกยอลให้พ้นจากตำแหน่ง จะตรงกับเวลาประมาณ 02.48 น.ตามเวลาในไทย
…
ต่อมาสำนักข่าวโคเรียไทม์สของเกาหลีใต้รายงานว่า รัฐสภาล้มเหลวในการลงคะแนนเสียงถอดถอน นายยุน ซอกยอล ออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี ญัตติดังกล่าวได้รับคะแนนสนับสนุนเพียงแค่ 192 เสียง จากทั้งหมด 300 เสียง คะแนนไม่ถึง 2 ใน 3 หรือ 200 เสียง ที่จะทำให้นายยุน ซอกยอล พ้นจากตำแหน่งได้ หลังจากที่ สส.ฝ่ายรัฐบาลตัดสินใจเดินออกจากที่ประชุม ไม่ใช้สิทธิในการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอน ส่งผลให้นายอู วอนชิก ประธานรัฐสภาประกาศรอ สส.พรรคพลังประชาชนกลับเข้ามาโหวตจนถึงเวลาประมาณ 21.20 น.ตามเวลาท้องถิ่น หรือ เวลาประมาณ 23.20 น.ตามเวลาในไทย
ทั้งนี้ สำนักข่าวโคเรียเฮรัลด์ของเกาหลีใต้ระบุว่า การถอดถอนนายยุน ซอกยอล ให้พ้นจากตำแหน่ง ประธานาธิบดีในครั้งนี้ มีแนวโน้มจะไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจาก สส.ของพรรคพลังประชาชนยังคงปฏิเสธการใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนประธานาธิบดี โดยมีการเดินออกจากที่ประชุมไปจนเกือบหมด เหลือไว้เพียง สส.บางส่วนที่ยืนยันใช้สิทธิของตัวเองไม่ว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบก็ตาม ขณะที่ฝ่ายค้านยังให้คำมั่นว่าจะเดินหน้าถอดถอนต่อไป โดยนายปัก ชานแด แกนนำพรรคประชาธิปไตย แถลงในเวลาต่อมาว่า หากการถอดถอนครั้งนี้ไม่ประสบความสำเร็จ จะยื่นเสนอญัตติดังกล่าวอีกครั้งในวันที่ 11 ธ.ค.นี้
อ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” ทั้งหมดที่นี่