.css-nh9sg4 #forum2022-logoSponsor{text-align:center;}.css-nh9sg4 .forum2022-logoSponsor-text{font-family:”KaLaTeXa Display”;font-size:10px;position:relative;z-index:3;}.css-nh9sg4 .forum2022-logoSponsor-text span{background-color:#ffffff;padding:0 10px;position:relative;z-index:3;}.css-nh9sg4 .forum2022-logoSponsor-text::after{content:””;height:1px;width:100%;background-color:rgb(216,216,216);position:absolute;top:50%;left:0;-webkit-transform:translateY(-50%);-ms-transform:translateY(-50%);transform:translateY(-50%);z-index:2;}.css-nh9sg4 ul.forum2022-logoSponsor{padding:0;margin:0;list-style:none;display:-webkit-box;display:-webkit-flex;display:-ms-flexbox;display:flex;-webkit-flex-wrap:wrap;-ms-flex-wrap:wrap;flex-wrap:wrap;gap:15px;-webkit-box-pack:center;-webkit-justify-content:center;-ms-flex-pack:center;justify-content:center;}.css-nh9sg4 ul.forum2022-logoSponsor li.forum2022-item-sponsor{height:80px;}.css-nh9sg4 ul.forum2022-logoSponsor li.forum2022-item-sponsor img{height:80px;}

เมื่อ 21 พ.ย. ที่ผ่านมา ศูนย์วัฒนธรรมเกาหลี ประจำประเทศไทยจัดงาน “Bangkok in Love with Kimchi” ณ ลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพฯ เนื่องในโอกาส “วันกิมจิ” ซึ่งตรงกับวันที่ 22 พ.ย. ของทุกปี เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรม “กิมจัง” หรือการทำกิมจิร่วมกันและอาหารเกาหลีอย่างกิมจิให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

ภายในงานมีผู้แทนจากหลายชาตินำโดยนายฮัม จองฮัน อัครราชทูตเกาหลีใต้ประจำประเทศไทย เอกอัครราชทูตโปรตุเกสประจำประเทศไทย คณะทูตานุทูตจากสถานทูตอิตาลี ชิลี อินโดนีเซีย กัวเตมาลา สมาคมฝรั่งเศสกรุงเทพฯ ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ และประชาชนกว่า 700 คนร่วมทำกิมจิผักกาดขาวกว่า 1,500 กิโลกรัม พร้อมแบ่งกิมจิ 750 กิโลกรัมนำไปมอบให้กับชุมชนต่างๆ ผ่านการร่วมมือกับสำนักงานเขตพระนคร

หากถามว่าทำไมเกาหลีใต้จึงให้ความสำคัญกับกิมจิ นางอี ซอนจู ผู้อำนวยการศูนย์วัฒนธรรมเกาหลีเล่าให้ฟังว่า กิมจิถือเป็นอาหารที่มีความสำคัญมากที่สุดในเกาหลี จากสถิติพบว่าคนเกาหลีรับประทานกิมจิเฉลี่ยคนละ 7.37 ครั้งต่อสัปดาห์ อีกทั้งยังมีการรับประทานอาหารชนิดนี้มาแต่อดีต โดยเริ่มตั้งแต่ในยุคซัมกุก (โคกูรยอ แพ็กเจและชิลลา) ช่วงปี พ.ศ.1043 ซึ่งตอนนั้นยังมีแค่ผักกาดขาว ก่อนที่สมัยอาณาจักรโชซอน (ช่วงปี พ.ศ.2244-2443) จะปรับเพิ่มวัตถุดิบอื่นๆ เช่น พริกและน้ำปลา จนมาเป็นกิมจิแบบที่เรารับประทานในทุกวันนี้

แต่ปัจจุบันวัฒนธรรมกิมจังเริ่มเลือนหายไป ผู้คนไม่ได้มารวมตัวกันเพื่อร่วมแรงร่วมใจทำกิมจิร่วมกันและนำไปแบ่งปันให้แก่กัน เพราะมีอุตสาห กรรมการทำกิมจิเข้ามาแทนที่ แค่เดินเข้าร้านค้าก็มีกิมจิพร้อมรับประทานให้เลือกซื้อโดยไม่ต้องลงมือ ทำด้วยตัวเอง ทำให้ในปี 2563 สมาคมกิมจิแห่งประเทศเกาหลีใต้ได้ประกาศให้วันที่ 22พ.ย. ของทุกปี เป็น “วันกิมจิ” เพื่อรักษาวัฒนธรรมการทำ กิมจังเอาไว้ โดยแทนวัตถุดิบแต่ละชนิดด้วย “1” เมื่อรวมกันผสม คลุกเคล้ากันเป็นกิมจิคือ “1 ต่อ 1” กลายเป็นตัวเลข 11 ซึ่งตรงกับเดือน “พฤศจิกายน” อีกทั้งคุณประโยชน์ของ กิมจิยังมีมากถึง “22 ประการ” เช่น มีสารต้านอนุมูล อิสระ และช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย.

ญาทิตา เอราวรรณ

คลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม