“บุ้ง ทะลุวัง” อดอาหารประท้วง 110 วัน กระทั่งเสียชีวิตเป็นข่าวช็อก สะเทือนหัวใจคนไทยไม่น้อย ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่กับการกระทำของ น.ส.เนติพร เสน่ห์สังคม นักกิจกรรมทางการเมืองที่มุ่งหมายประท้วงเรียกร้องปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมไทย
45 องค์กรนักศึกษา จาก 10 มหาวิทยาลัยและภาคประชาชน ออกแถลงการณ์ประณามความล้มเหลวของกระบวนการยุติธรรมทันที เป็นผลพวงจาก “นิติสงคราม” ที่นำมาห้ำหั่นฟาดฟันกันบนเวทีการเมือง
“ก้าวไกล” พรรคการเมืองที่เหล่าเด็กๆศรัทธา มองเป็นแนวร่วมเครือข่าย ออกมาทิ้งปมให้สังคมขบคิด
ไม่ว่าเห็นด้วยหรือเห็นต่าง ก็ไม่ควรมีใครถูกปฏิเสธการประกันตัว และไม่ควรมีใครถูกผลักให้ต้องต่อสู้ด้วยวิธีการที่เสี่ยงอันตรายต่อชีวิต
เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นบทเรียนให้ทุกฝ่ายต้องร่วมกันสร้างพื้นที่ปลอดภัย หาทางออกต่อความขัดแย้งทางการเมือง เร่งพิจารณากระบวนการนิรโทษกรรม และฟื้นความเชื่อมั่น กระบวนการยุติธรรม

แต่ถึงกระนั้นฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของ น.ส.เนติพรและเครือข่าย ก็ยังคงตั้งมั่นอยู่ที่เดิม
…
ไม่มีสัญญาณปรองดอง ลดราวาศอกลงแม้แต่น้อย
น่าสนใจท่าทีของรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทย กำลังถูกสังคมตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงจุดยืนประชาธิปไตยและหลักคิดสิทธิมนุษยชน ทั้งที่เคยออกมาเรียกร้องขึงขัง แต่วันนี้พลังเหล่านั้นทำไมหายไป
ที่เห็นตรงกันคือรัฐบาลพุ่งความสนใจให้ความสำคัญกับการสร้างผลงานเชิงเศรษฐกิจ แก้วิกฤติปากท้อง และบริหารอำนาจการเมือง เพื่อความอยู่รอดและต่อยอดไปยังอนาคตของตัวเอง
เสียงนินทาหนาหูเป้าหมายหลักเพื่อไทยคือกลับมาเป็นพรรคการเมืองอันดับ 1 ล้างแค้นพรรคก้าวไกลให้ได้
เมื่อวันนี้เพลี่ยงพล้ำเสียรังวัดเรื่องจุดยืนประชาธิปไตยไปแล้ว และยังมองไม่เห็นหนทางกลับมา ด้วยมุมคิดยุทธศาสตร์การเมืองตามสถานการณ์ จึงไม่ให้น้ำหนักเรื่องนี้ ในห้วงเวลานี้
มุ่งเน้นปักธงบริหารอำนาจการเมือง เพิ่มพาวเวอร์ให้ตัวเอง
ดังที่เกิดขึ้นกับพรรครวมไทยสร้างชาติ ในการปรับ ครม.ครั้งล่าสุด

ส่วนพรรคพลังประชารัฐตอนนี้แม้ดูสงบเรียบร้อย แต่มีการรัฐประหารเงียบภายใน นำโดย “ผู้กองนัส” ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่ชั่วโมงนี้รู้กันดีว่าใกล้ชิดสนิทแนบแน่นกับ “นายใหญ่จันทร์ส่องหล้า” ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯมากกว่าหลายคนในพรรคเพื่อไทยเสียอีก
จะย้ายเข้าพรรคเพื่อไทย หรือจะอยู่พลังประชารัฐต่อไปในฐานะพรรคเครือข่าย สาขาของพรรคเพื่อไทย ขึ้นอยู่แค่ว่าจะเดินหมากการเมืองอย่างไรเท่านั้น
น่าสนใจคือพรรคใหญ่ค่ายน้ำเงินอย่าง “ภูมิใจไทย” แม้การปรับ ครม.ที่ผ่านมาจะนิ่งเงียบ ทำตัวเป็นเด็กดีไม่เคยมีลูกเฮี้ยว และดูเหมือนว่าเพื่อไทยจะให้เกียรติกว่าใคร ในฐานะพรรคลำดับ 2 ในรัฐบาล มี สส.ถึง 70 คน
แต่ก็ไม่รอดโดนลูกหลงเรื่องกัญชาเสรี นโยบายเรือธง “ค่ายเซราะกราว”
รมว.สาธารณสุขคนใหม่ป้ายแดง “สมศักดิ์ เทพสุทิน” เข้ามาไม่ทันไร ก็ออกแอ็กชันเคลื่อนไหวนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติดเหมือนเดิม
มือประสานการเมืองจอมประนีประนอมอย่าง “สมศักดิ์” ไม่เล่นเกมนี้เองแน่ เพราะเป็นการเพิ่มศัตรูโดยไม่จำเป็น ดังนั้นจึงเป็นสัญญาณจากผู้มีอำนาจเบอร์ใหญ่ตัวจริงอย่างไม่ต้องสงสัย
จงใจกระตุกคู่แข่งการเมือง แถมยังโกยคะแนนโดยตรงจากประชาชนจำนวนมากที่ไม่เอากัญชา
ในขณะที่พรรคภูมิใจไทยได้แค่กำหมัดกัดฟัน ปั้นหน้าชื่นแต่อกตรมร่วมรัฐบาลต่อไป
เพราะไปไหนไม่ได้ ชิ่งหนีรัฐบาลก็ยังอยู่ได้ แถมมีพรรคอะไหล่สีฟ้ารอเสียบ
สภาพพรรคตัวเองตอนนี้ก็คาบลูกคาบดอก ปมยุบพรรคยังต้องลุ้นปาดเหงื่อ
เพื่อไทยรุกคืบยึดอำนาจในรัฐบาล แต่หลักการประชาธิปไตยเบาบางลงชัดแจ้ง
เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญถูกมองว่าเตะถ่วงยื้อเวลา ล่าสุดเรื่องสิทธิมนุษยชน “บุ้ง ทะลุวัง” ถูกตั้งข้อกังขา
ไม่ว่าเรื่องอะไรล้วนถูกตั้งคำถาม ระแวงไว้ก่อน หลังจากปฏิบัติการสลับขั้วร่วมรัฐบาลกับฝ่ายอนุรักษ์นิยม สะท้านสะเทือนหัวใจแฟนคลับ และคนรักประชาธิปไตย
เพื่อไทยเรียกร้องความเข้าใจได้ แต่จะได้รับความเห็นใจหรือไม่ การกระทำเท่านั้นคือคำตอบ.
ทีมข่าวการเมือง
คลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม