มีรายงานที่น่าสนใจของกลุ่มคลังสมองในรัสเซียเกี่ยวกับการเปิดแนวรบใหม่ของกองทัพรัสเซียในจังหวัด “คาร์คิฟ” ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของยูเครน ตั้งแต่วันที่ 17 พ.ค. โดยระบุว่า ผ่านมากว่า 7 วัน ทำไมจึงไม่ค่อยมีความคืบหน้า ทั้งที่เหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างกระแสคึกคักจากกลุ่มคนผู้รักชาติเป็นวงกว้างว่า การบุกระลอกใหม่นี้ กองทัพรัสเซียจะช่วงชิงเมืองคาร์คิฟ เมืองใหญ่อันดับ 2 ของยูเครนมาได้อย่างแน่นอน
สาเหตุก็เพราะว่างานนี้ มีเหตุผลอยู่ 2 ประการคือ กองทัพรัสเซียจำเป็นที่จะต้องยึดเมืองให้ได้ 2 เมือง นั่นคือ “วอฟชานสก์” และเมือง “ลิปซี” เพื่อจัดตั้งหัวหาดสำหรับการรุกคืบต่อไป
สำหรับสองเมืองนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเมืองวอฟชานสก์ถือเป็นเมืองค่อนข้างใหญ่ และมีตึกสูง ตั้งอยู่ทางตะวันออก เฉียงเหนือของเมืองคาร์คิฟ การเข้ายึดครองได้จะเป็นการเปิดทางให้กองทัพรัสเซียมีจุดสังเกตการณ์ และยังสามารถโอบล้อมเมืองคาร์คิฟจากทางทิศตะวันออกได้ต่อไป
ขณะที่เมืองลิปซีถือว่ายากลำบากมากกว่า เพราะตั้งอยู่บนพื้นที่ต่ำ และทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองมีเนินเขาที่เรียกกันว่าเนิน 204.7 และการที่กองทัพยูเครนยังถือครองเนินดังกล่าว ได้ทำให้ฝ่ายยูเครนสามารถตรวจจับความเคลื่อนไหวของหน่วยรบรัสเซียได้อย่างละเอียดไปจนถึงเขตพรมแดนดั้งเดิม อีกทั้งเมืองลิปซีและเนิน 204.7 ยังอยู่ติดกับชานเมืองคาร์คิฟ กองทัพยูเครนสามารถนำกำลังเสริมเข้ามาเติมได้อย่างรวดเร็ว
ด้วยเหตุนี้ กองทัพรัสเซียจึงตัดสินใจที่จะใช้ “กลยุทธ์บดขยี้” กล่าวคือชะลอการรุกคืบไว้ก่อน เพื่อมุ่งเน้นการสังหารข้าศึกให้มากที่สุด โดยมุ่งเป้าที่เมืองวอฟชานสก์ ที่ฝ่ายยูเครนได้เติมกำลังพลเข้ามาเรื่อยๆ ซึ่งมีรายงานการยิงถล่มด้วยปืนใหญ่ เครื่องบินทิ้งระเบิด และโดรนพิฆาต อย่างไรก็ตาม กลุ่มคลังสมองยืนยันว่า จากข้อมูลที่ได้รับคือ กองทัพยูเครนโยกย้ายกำลังจากจังหวัดอื่นๆ มายังเมืองคาร์คิฟเป็นจำนวนกว่า 50 กองพัน ไม่รวมถึงกำลังพลสำรองที่เก็บไว้สำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งทั้งหมดถือเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
…
มีความเป็นไปได้ว่าฝ่ายยูเครน อาจจะต้องดำเนินการ “บุกตีโต้” ภายในสิ้นเดือน พ.ค. มิฉะนั้นหน่วยรบรัสเซียที่โจมตีข้ามพรมแดนเข้ามา จะยิ่งยึดครอง “หัวหาด” ได้อย่างเหนียวแน่นยิ่งกว่าเดิม.
ตุ๊ ปากเกร็ด
คลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม