.css-nh9sg4 #forum2022-logoSponsor{text-align:center;}.css-nh9sg4 .forum2022-logoSponsor-text{font-family:”KaLaTeXa Display”;font-size:10px;position:relative;z-index:3;}.css-nh9sg4 .forum2022-logoSponsor-text span{background-color:#ffffff;padding:0 10px;position:relative;z-index:3;}.css-nh9sg4 .forum2022-logoSponsor-text::after{content:””;height:1px;width:100%;background-color:rgb(216,216,216);position:absolute;top:50%;left:0;-webkit-transform:translateY(-50%);-ms-transform:translateY(-50%);transform:translateY(-50%);z-index:2;}.css-nh9sg4 ul.forum2022-logoSponsor{padding:0;margin:0;list-style:none;display:-webkit-box;display:-webkit-flex;display:-ms-flexbox;display:flex;-webkit-flex-wrap:wrap;-ms-flex-wrap:wrap;flex-wrap:wrap;gap:15px;-webkit-box-pack:center;-webkit-justify-content:center;-ms-flex-pack:center;justify-content:center;}.css-nh9sg4 ul.forum2022-logoSponsor li.forum2022-item-sponsor{height:80px;}.css-nh9sg4 ul.forum2022-logoSponsor li.forum2022-item-sponsor img{height:80px;}

นับเป็นความเสี่ยงอันตรายสำหรับ ประชาชนสัญจรผ่านจุดการซ่อมบำรุง ทำถนนใหม่ หรือวางท่อระบายน้ำหลังเกิดเหตุ “สลดชายวัย 59 ปีพลัดตกท่อร้อยสายไฟ” เกาะกลางถนนซอยลาดพร้าว 49 กทม. เป็นเหตุให้ เสียชีวิตตามที่เป็นข่าวไปก่อนหน้านั้น

เรื่องนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์จาก “การทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง” ที่หละหลวม ไม่ติดตั้งอุปกรณ์ ป้ายเตือนป้องกันอย่างมาก แต่ว่าอุบัติเหตุนี้

มิได้เกิดขึ้นครั้งแรก แล้วหลายกรณีก็ไม่รู้ว่าจะหาใครมารับผิดชอบ หรือดำเนินการอย่างไร “ทีมสกู๊ปหน้า 1” มีคำตอบมาจาก คมเพชญ จันปุ่ม ประธานเครือข่ายทนายชาวบ้าน บอกว่า

ตามระเบียบการซ่อมบำรุง ทำถนนใหม่ หรือวางท่อระบายน้ำในพื้นที่สาธารณะนั้น “ผู้รับผิดชอบโครงการ” ต้องทำหนังสือแจ้งหน่วยงานดูแลพื้นที่เสมอ เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใช้งานถนน และผู้ที่อยู่อาศัยในบริเวณดังกล่าวทราบ ทั้งต้องทำตามระเบียบที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ

หากมีการประมูลมอบงานให้ “ผู้รับเหมา” ส่วนใหญ่มักต้องทําข้อกำหนดขอบเขตการจ้าง (TOR) และมีเงื่อนไขด้านความปลอดภัยอยู่แล้ว โดยเฉพาะเรื่องการติดตั้งป้าย สัญญาณเตือน ที่ประชาชนสามารถสังเกตเห็นได้ชัดเจน ส่วน “หน่วยงานดูแลพื้นที่” ก็มีหน้าที่ติดตามตรวจสอบการดำเนินงานเป็นประจำสม่ำเสมอ

เมื่อเป็นเช่นนี้หาก “เกิดอุบัติเหตุขึ้นใครรับผิดชอบ…?” เรื่องนี้สามารถสังเกต 2 กรณี คือ กรณีแรก…“จุดเกิดเหตุมีสัญญาณเตือนตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่” เพราะปกติเขตไซต์งานก่อสร้างมักเป็นเขตหวงห้ามบุคคลทั่วไปไม่มีสิทธิ์เข้าไปยุ่งเกี่ยวโดยมีเครื่องหมายแจ้งเตือน หรือมีรั้วมากั้นแยกส่วนชัดเจน

เพียงแต่บ่อยครั้งคนบางกลุ่มมักฝ่าฝืนป้ายห้ามเข้าไซต์งานกลายเป็นอุปกรณ์หล่นใส่ หรือตกท่อ “เช่นนี้ผู้รับเหมา หรือผู้ดูแลโครงการปฏิเสธความรับผิดชอบได้” ด้วยอ้างเหตุป้ายไฟสัญญาณเตือนมาต่อสู้นั้น

ทว่ากรณีนี้แตกต่างจาก “การก่อสร้างถนนพระราม 2” เพราะเป็นโครงการก่อสร้างถนนยกระดับขนาดใหญ่บนเส้นทางการสัญจรหลัก “ต้องอนุโลมให้คนทั่วไปสัญจรผ่าน” ทำให้ผู้รับเหมา และผู้ดูแลโครงการมีหน้าที่ต้องใช้ความระมัดระวังอันตรายจากอุปกรณ์ เครื่องมือสิ่งของ เศษอิฐ หล่นใส่รถที่ขับไปมาอย่างยิ่งยวด

นอกจากมีป้ายเตือนจุดเสี่ยงต่างๆแล้วต้องติดตั้งระบบป้องกันวัสดุร่วงจากการทำงาน และมีระบบไฟส่องสว่างกรณีทำงานในเวลากลางคืนด้วย เพราะหากเกิดอุบัติเหตุกับประชาชนล้วนเป็นความผิดพลาดจากการก่อสร้างโดยตรง “ผู้รับเหมา และผู้ดูแลโครงการ” จะปฏิเสธความรับผิดชอบนั้นมิได้เลย

ย้อนกลับกรณีที่ 2…“อุบัติเหตุเกิดจากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการก่อสร้าง” อันเกิดจากบริษัทรับเหมาอาจไม่มีการวางป้ายเตือน หรือสัญญาณไฟให้ระวังระหว่างการก่อสร้างไม่เสร็จ ทำให้ผู้สัญจรต้องประสบอุบัติเหตุ เช่นนี้ผู้เสียหายสามารถฟ้องหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลโครงการให้ชดใช้ค่าเสียหายได้โดยตรง

เนื่องจากหน่วยงานดูแลโครงการเป็นผู้ว่าจ้างมีหน้าที่ควบคุมผู้รับจ้างกลับไม่ดูแล “เป็นความประมาทของผู้ว่าจ้างร่วม” ทั้งยังฟ้องหน่วยงานดูแลพื้นที่ได้ด้วย เพราะละเลยไม่หมั่นตรวจสอบการดำเนินงานนั้น

อันเป็นความผิดป.พ.พ.ตาม ม.420 ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย อนามัย เสรีภาพทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งผู้นั้นละเมิดต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น

แล้วกรณีนี้ก็มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4202/2555 ผู้รับเหมาไม่ติดตั้งเครื่องหมายสัญญาณ และไฟส่องสว่างให้ผู้ขับขี่ในตอนกลางคืนที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จ ทำให้ผู้เสียหายขับรถชนแท่งเหล็กได้รับความเสียหาย แล้วจำเลยที่ 2 เป็นผู้ว่าจ้างเจ้าของโครงการมีหน้าที่ควบคุมดูแลผู้รับเหมากลับละเลยไม่ควบคุมแลเป็นความประมาทร่วม

ถ้าเปรียบเทียบกับกรณี “ลุงวัย 59 ปี ตกท่อร้อยสายไฟฟ้าเสียชีวิต” ตามที่ติดตามข่าวในชั้นต้น บริเวณจุดเกิดเหตุไม่ปรากกฎพบ “ป้ายสัญญาณ แจ้งเตือน หรือรั้วตาข่ายมากั้นปิดทาง” บริเวณที่ชำรุดมิให้มีการสัญจรผ่านป้องกันอันตรายแต่อย่างไร แถมนำไม้อัดมาทำฝาท่อแทนชั่วคราวระหว่างรอทำแผ่นคอนกรีตมาปิด

“ลักษณะนี้เป็นการละเลยต่อหน้าที่ในการป้องกันบรรเทาสาธารณภัยที่เป็นการดำเนินการไม่พอสมควรแก่การป้องกันเหตุอันเป็นการละเมิดตาม ม.420 ผู้รับเหมา ผู้ดูแลโครงการ รวมถึงหน่วยงานดูแลพื้นที่ที่ละเลยต่อหน้าที่ในการซ่อมบำรุงท่อระบายน้ำและถนนสายดังกล่าวต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายนั้น” คมเพชญว่า

ส่วนกรณีว่า “ใกล้บริเวณจุดเกิดเหตุมีสะพานลอยห่างออกไปไม่กี่เมตร” แล้วบริเวณเกาะกลางถนนไม่ใช่ทางเดินเท้าสำหรับไว้เดินไปมา หรือไม่ใช่ทางสาธารณะเดินข้ามเป็นปกติได้ “อันดูเหมือนจะเกิดจากการประมาทของผู้ตายด้วยหรือไม่” เรื่องนี้มิใช่เหตุจะฟ้องร้องมิได้ แต่อาจเป็นข้อต่อสู้ให้อีกฝ่ายยกขึ้นมาสู้ในชั้นศาลได้

ถัดมาสำหรับ “การดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง” โดยทั่วไปแห่งความผิดกฎหมายแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรก…“ความผิดอาญา” อันเป็นการกระทำโดยประมาทให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตาม ป.อาญา ม.291 โทษจำคุก 10 ปี เพราะการก่อสร้างนั้นไม่ติดตั้งเครื่องหมายสัญญาณป้องกันที่ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ

แต่ด้วยคดีลักษณะนี้มักเป็นความผิด “คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา” อันเป็นคดีความผิดทางแพ่งเกิดจากผลของการทำผิดอาญาตาม ป.วิแพ่ง ม.40 จะฟ้องต่อศาลคดีอาญา หรือต่อศาลแพ่งก็ได้ ฉะนั้น “ผู้เสียหาย” จะใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายได้ 2 ทาง คือ 1.เป็นโจทก์ร่วมฟ้องคดีแพ่งไปพร้อมกับคดีอาญา

ตาม ป.วิอาญา ม.44/1 ในคดีที่อัยการเป็นโจทก์ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจฯ จะยื่นคำร้องต่อศาลอาญา เพื่อให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายก็ได้

ส่วนผู้มีสิทธิที่นี้เช่นผู้บาดเจ็บ บิดา มารดาโดยชอบด้วยกฎหมาย ภรรยา บุตร หรือทายาทโดยธรรม สามารถยื่นคำร้องขอเป็นโจทก์ร่วมกับอัยการในคดีอาญาในการเรียกร้องส่วนคดีแพ่งได้ ทำให้ประหยัดเวลาถ้าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง “ศาล” จะพิจารณาอัตราค่าเสียหายสั่งให้ชดเชยได้เลยโดยไม่ต้องชำระค่าฤชาธรรมเนียมศาล

ถ้าหากผู้เสียหายไม่เป็นที่พอใจ “คำพิพากษาชดเชยความเสียหาย” ก็ยื่นอุทธรณ์ในคดีนั้นได้อีก

ขณะที่ทางเลือกที่ 2…“ผู้เสียหายยื่นฟ้องคดีในศาลแพ่ง” แต่กระบวนการนี้ต้องแต่งตั้งทนายความยื่นฟ้องเรียกร้องความเสียหายต่อศาลแพ่งในคดีละเมิดนี้อันมีอายุความ 1 ปี ส่วนใหญ่มักต้องรอคดีอาญาถึงที่สุดว่าจำเลยมีความผิดจริงก็ค่อยมาพิจารณาคดีแพ่ง แต่หากไม่มีความผิดตามฟ้องคดีอาญาก็ไม่มีการพิจารณาคดีแพ่ง

กรณีไม่มีผู้รับผิดชอบสามารถยื่นขอความเป็นธรรม “ศาลปกครอง” ให้ดำเนินการพิจารณาหลักฐาน “ต้นตออุบัติเหตุ” ถ้าพิสูจน์ว่าเจ้าหน้าที่รัฐละเลยต่อหน้าที่ ศาลจะให้หน่วยงานดูแลถนนนั้นรับผิดชอบค่าเสียหายก็ได้

ประเด็นถัดมา “ฝาท่อหายถูกขโมยนำไปสู่อุบัติเหตุ” ตามหลักหน่วยงาน ดูแลพื้นที่มีหน้าที่หมั่นติดตามตรวจสอบเป็นประจำสม่ำเสมอ “เมื่อพบท่อหาย หรือชำรุดต้องแก้ไขเร่งด่วน” โดยเฉพาะ กทม.เป็นปัญหามักพบบ่อยๆ แล้วหากว่าเกิดอุบัติเหตุ “หน่วยงานดูแลพื้นที่” หนีไม่พ้นต้องร่วมรับผิดต่อความเสียหายนั้นเช่นเดิม

ในส่วน “คนร้าย” ก็มีความผิดฐานลักทรัพย์ซึ่งทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ ถ้าขโมยเวลากลางคืนมีโทษตั้งแต่ 1-7 ปี ปรับตั้งแต่ 20,000-140,000 บาท “ผู้รับซื้อฝาท่อ” ส่วนใหญ่ทำลายชื่อหน่วยงานออกก่อนส่งขายโรงงานหลอมเหล็ก กลุ่มนี้มีความผิดรับของโจรจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 10 ปี ปรับ 10,000-200,000 บาท

อย่างไรก็ดี กรณี “ลุงตกท่อเสียชีวิต” ต้องดูด้วยว่าผู้รับเหมาส่งมอบงานผ่านพ้นระยะเวลาประกันผลงานหรือไม่ เพราะหากขั้นตอนนี้ผ่านแล้ว “ผู้รับเหมาไม่ต้องรับผิด” แต่เป็นหน้าที่ของหน่วยงานพื้นที่ที่ต้องหมั่นตรวจสอบซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพปลอดภัย คือ ผู้ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายนั้นโดยตรง

นี่เป็นบทเรียนฝากถึงผู้รับเหมา หน่วยงานดูแลพื้นที่ และหน่วยงานดูแลโครงการก่อสร้างต่างๆ บนเส้นทางสาธารณะ ต้องให้ความสำคัญ

ในด้านความปลอดภัยสูงสุด “อย่ามักง่าย” เพื่อมิให้ใครมาเดือดร้อน เสี่ยงรับความเสียหายจากการละเลยนี้อีก.

คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม