เป็นเรื่องน่ายินดีที่ นายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน กับ คุณอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ในฐานะ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ตกลงกันได้ในประเด็นที่นายกฯขอให้เอา “กัญชา” กลับเข้าไปอยู่ในบัญชียาเสพติดให้โทษเหมือนเดิม
ถึงแม้ว่าที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทยจะพยายามผลักดันให้รัฐออกกฎหมายรับรองกัญชาเป็นพืชสมุนไพรที่ปลูกกันได้เสรี และไม่ถือเป็นยาเสพติดสำเร็จ โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 มิ.ย.2565 เรื่อยมาก็ตาม
มีสื่อหลายสำนักออกมาให้ความเห็นเรื่องนี้มากมาย บ้างก็ว่าพรรคเพื่อไทย หักหลังพรรคภูมิใจไทย หรือไม่ก็ว่า รัฐบาลต้องรับผิดชอบเกษตรกร และร้านค้าที่เปิดจำหน่ายกัญชาเสรีที่เกลื่อนเมืองให้หมด
เรื่องนี้จะตกลงกันอย่างไร มิสไฟน์ ไม่ทราบ แต่ดูจากท่าทีของคุณอนุทินแล้ว เขาเห็นด้วยกับนายกฯเศรษฐาเต็มร้อย หลังจากที่รับรู้ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเสพกัญชา และยาเสพติด
ในขณะที่การสำรวจไร่กัญชาของบรรดาเกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ พบว่าระยะหลังๆมา เกษตรกรผู้ปลูกต้องยอมรับการขาดทุนจากการโหมกระหน่ำปลูกต้นกัญชาในพื้นที่ต่างๆกันเป็นจำนวนมาก เรียกว่าล้นความต้องการ ในขณะที่การนำกัญชาไปใช้ในทางการแพทย์ไม่กว้างขวางอย่างที่ควรจะเป็น
ที่สำคัญ ดอกหรือยอดกัญชาที่เคยปั่นกันว่าน่าจะมีราคาสูงถึง 100,000 บาทต่อกิโลกกรัม เอาเข้าจริงๆก็ขายได้เพียง 5,000 บาทเท่านั้น
ที่สุดกัญชาก็เหมือนพืชเศรษฐกิจหลายตัวที่เกษตรกรเองแห่ไปปลูกกันจนราคาตกต่ำ เพราะผลผลิตล้นตลาดนั่นเอง
ในเวลาเดียวกันกับการให้นำกัญชากลับไปอยู่ในบัญชียาเสพติด นายกฯเศรษฐายังได้ขอให้ คุณสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ยกเลิกกฎกระทรวงที่กำหนดว่า มียาบ้าไม่เกิน 5 เม็ด และยาไอซ์ไม่เกิน 100 มิลลิกรัม ให้แก้ไขเป็นมียาบ้า และยาไอซ์ 1 เม็ด ก็ต้องติดคุกแล้ว
…
เหตุผลที่นายกฯเศรษฐาบอกกับเราก็คือ ทุกวันนี้ ยาเสพติดก็สร้างความเดือดร้อนให้สังคมไทยมากมายอยู่แล้ว ถึงแม้จะพยายามตรึงชายแดนไทยไม่ให้มีการลักลอบนำเข้ายาเสพติด และยาไอซ์จากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาเพียงใด
แต่ก็ยังมีความพยายามต่อเนื่องในการลักลอบนำเข้าทั้งเพื่อจำหน่ายในประเทศ และเพื่อการส่งออกไปยังต่างประเทศด้วย
เพราะฉะนั้น เราจึงเห็นข่าวแทบทุกวันว่า คนติดยาเสพติด กัญชา และใบกระท่อม สร้างผลกระทบต่อสังคม และชุมชนชาวไทย ที่รักความสงบสูงเพียงใดโดยเฉพาะเมื่อถึงขั้นทำร้าย หรือฆาตกรรมบุพการีเพื่อขอให้ได้เงินไปซื้อยาเสพติด
ล่าสุดที่เห็นเป็นข่าวบนสถานีรถไฟฟ้า BTS ซึ่งเป็นสถานที่ที่ควรจะปลอดภัย ก็กลับกลายเป็นที่ให้ไอ้พวกหื่นกามติดยาขึ้นไปทำอนาจารได้ โดยที่ผู้ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยไม่พยายามทำอะไร หรือแม้แต่เข้าช่วยเหลือหญิงที่กำลังตกเป็นเหยื่อเลย แม้ว่าเธอจะตะโกนเสียงดังเท่าใดก็ไม่มีใครคิดจะไปช่วย
เมื่อต้องใช้ชีวิตกันในแบบตัวใครตัวมันท่ามกลางไอ้พวกหื่นติดยา รัฐก็ต้องใช้กฎหมายต่างๆอย่างเคร่งครัด เก็บยาเสพติด และขยะสังคมออกจากถนนให้หมดให้จงได้.
มิสไฟน์
คลิกอ่าน “กระจก 8 หน้า” เพิ่มเติม