.css-nh9sg4 #forum2022-logoSponsor{text-align:center;}.css-nh9sg4 .forum2022-logoSponsor-text{font-family:”KaLaTeXa Display”;font-size:10px;position:relative;z-index:3;}.css-nh9sg4 .forum2022-logoSponsor-text span{background-color:#ffffff;padding:0 10px;position:relative;z-index:3;}.css-nh9sg4 .forum2022-logoSponsor-text::after{content:””;height:1px;width:100%;background-color:rgb(216,216,216);position:absolute;top:50%;left:0;-webkit-transform:translateY(-50%);-ms-transform:translateY(-50%);transform:translateY(-50%);z-index:2;}.css-nh9sg4 ul.forum2022-logoSponsor{padding:0;margin:0;list-style:none;display:-webkit-box;display:-webkit-flex;display:-ms-flexbox;display:flex;-webkit-flex-wrap:wrap;-ms-flex-wrap:wrap;flex-wrap:wrap;gap:15px;-webkit-box-pack:center;-webkit-justify-content:center;-ms-flex-pack:center;justify-content:center;}.css-nh9sg4 ul.forum2022-logoSponsor li.forum2022-item-sponsor{height:80px;}.css-nh9sg4 ul.forum2022-logoSponsor li.forum2022-item-sponsor img{height:80px;}

ครบวาระโบกมือลา “สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดพิเศษ 250 คน” ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 (รธน.) บทเฉพาะกาลกำหนดวาระดำรงตำแหน่ง 5 ปี ทำให้เริ่มเปิดรับสมัครเลือก สว.ชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่แทนด้วยวิธีการคัดเลือกกันเองจากผู้มีความรู้ ประสบการณ์ อาชีพ ลักษณะหรือประโยชน์ร่วมกัน 20 สาขาอาชีพ

นับว่าเป็นวิธี “การเลือก สว.อันมีกติกาเกิดขึ้นใหม่หลายประการ” ทำให้หลายฝ่ายกังวลต่อความไม่ชอบธรรม ดังนั้นสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยจึงจัดราชดำเนินเสวนาในหัวข้อ “เลือก สว.กติกาใหม่ ใครได้ใครเสีย?” ในการนี้ ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ บอกว่า

ตามไทม์ไลน์ สว.ชุดเก่าหมดวาระวันที่ 10 พ.ค.67 ก็เปิดรับสมัคร สว.ใหม่วันที่ 13 พ.ค. กำหนดการรับสมัครเข้าสู่การคัดเลือกระดับอำเภอวันที่ 9 มิ.ย.ระดับจังหวัด 16 มิ.ย. ระดับประเทศ 26 มิ.ย. คัดเลือกโหวต 6 ครั้งในกลุ่ม 20 อาชีพ

แต่ระหว่างนี้ “สว.ชุดเก่า” ยังทำหน้าที่ไปจนกว่า สว.ชุดใหม่จะเข้ามาแทน แต่ปัญหาว่าในวันที่ 2 ก.ค.2567 “กกต.จะประกาศรายชื่อได้หรือไม่” เพราะด้วยจำนวนผู้สมัคร สว.ครั้งนี้จะมีมากถึงหลักแสนคน เมื่อผู้สมัครมากก็เชื่อว่าจะมีการคัดค้านร้องเรียนตามมาหลายเรื่องทำให้ กกต. ไม่น่าประกาศรายชื่อได้ทัน

แต่สิ่งหนึ่ง กกต.ทำได้ทันที คือ บันทึกภาพ-เสียงไว้เป็นหลักฐาน และทำเป็นข้อมูลสาธารณะให้เข้ามาดูได้ “ไม่ให้เกิดความไม่ชอบมาพากลในการคัดเลือก” แล้วสื่อมวลชนควรเข้าสังเกตการณ์ได้สามารถออนแอร์ตั้งแต่ระดับอำเภอโดยประชาชนมีส่วนร่วมตรวจสอบ ส่วนการจำกัดสิทธิผู้สมัคร กกต.ควรแก้ไขให้ผู้สมัครรู้จักกันด้วย

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การแนะนำตัวผู้สมัคร” ตามประกาศราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 27 เม.ย.2567 “ข้อ 5 ผู้ลงสมัครเลือก สว.แนะนำตัวตามระเบียบนี้ได้ต่อเมื่อมีผลบังคับ” ทำให้เกิดความเข้าใจว่า “ข้อห้าม” มีผลตั้งแต่วันที่ 26 เม.ย.2567 โดยเฉพาะการห้ามแนะนำตัวทางวิทยุ โทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ หรือให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

ทั้งยังให้แนะนำตัวได้แค่กระดาษ A4 ไม่เกิน 2 หน้า และห้ามแจกในสถานที่เลือก สิ่งนี้จะเป็นปัญหาต่อการเลือก สว.ระดับจังหวัดที่ผ่านการจับสลากไขว้ 4 สายจาก 20 อาชีพ ทำให้ผู้สมัครอาจไม่รู้คุณสมบัติของแต่ละคน

ถัดมาข้อ 8 ผู้สมัครสามารถแนะนำตัวโดยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วยตัวเอง “ข้อนี้การแนะนำตัวไม่ได้จำกัดเฉพาะวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์อย่างเดียว” แต่หากใครตีความให้ผู้สมัครทำได้ด้วยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้นถือว่า “ผิดวัตถุประสงค์” เพราะอาจจะทำให้ไม่สามารถแนะนำตัวด้วยการพูดคุยกับใครได้เลยด้วยซ้ำ

สิ่งสำคัญ “คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)” กลับบอกว่า มาตรา 36 พ.ร.ป. (พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ) การได้มาซึ่ง สว.กำหนดว่าผู้สมัครอาจแนะนำตัวได้ตามวิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนดทำให้เห็นว่า พ.ร.ป.ให้อำนาจ กกต.จะประกาศอะไรออกมาถูกต้องหมด

“เรื่องนี้ใครตีความแบบนี้ถือว่าไม่เข้าใจ รธน.” เพราะ รธน.สูงกว่า พ.ร.ป.

อย่างมาตรา 26 การตรากฎหมายจำกัดสิทธิเสรีภาพบุคคลต้องเป็นไปตามเงื่อนไข รธน.และกฎหมายต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่เพิ่มภาระ หรือจำกัดสิทธิเสรีภาพเกินสมควรแก่เหตุ คำถามว่า “กรณีจำกัดการแนะนำตัวด้วยกระดาษ A4 เกินกว่าเหตุหรือไม่” ในส่วนตัวมองว่าเป็นการจำกัดสิทธิเกินกว่าเหตุ

ดังนั้น กกต.จะออกกฎระเบียบแบบใดแล้วอ้างมาตรา 36 พ.ร.ป.ไม่ได้ เพราะการกระทำนั้นต้องไม่ไปขัดหรือแย้ง รธน. แล้วอันที่จริง “พ.ร.ป.ก็มิได้ให้อำนาจ กกต.ในการห้าม” ผู้สมัครอาจแนะนำตัวได้ตามกำหนด แปลว่าเป็นเรื่องอำนวยความสะดวกให้คนไม่รู้จักกันได้รู้จักกันข้ามกลุ่มอาชีพ แต่ กกต.เข้าใจผิดห้ามเสียหมด

เมื่อสร้างเงื่อนไขยุ่งยาก “แนะนำตัวไม่ได้” กลายเป็นผู้ชนะคือผู้ไม่จำเป็นต้องแนะนำตัวก็มีคนเลือก

ถัดมาคือ “การจูงใจให้สมัครด้วยทรัพย์สินล้วนผิดอาญา” แต่ชักชวนสมัคร สว.โดยไม่ได้จูงใจด้วยเงินย่อมไม่ผิดมาตราใด ส่วนบทลงโทษผู้สมัครทำผิดต้องโทษจำคุก 1 ปี หรือปรับ 2 หมื่นบาท หรือตัดสิทธิ 5 ปี เช่นนี้ กกต.จะประกาศตามอำเภอใจไม่ได้ เพราะมิใช่ฝ่ายนิติบัญญัติแต่มีอำนาจออกระเบียบตามนิติบัญญัติเท่านั้น

เหตุนี้ตามกฎหมายเห็นว่า “กกต.ถอยเถอะ และปรับระเบียบส่วนเดิมได้หรือไม่” แล้วค่อยเพิ่มส่วนใหม่ให้ผู้สมัครรู้จักกันเองได้ “ด้วยการทำฐานข้อมูลในเว็บไซต์ขึ้นมา” เพื่อให้ผู้สมัครแนะนำกัน เพราะถ้ามีการร้องที่ศาลปกครองอาจจะมีปัญหาตามมาภายหลัง อีกทั้งในระเบียบนี้ก็ไม่มีการพูดถึงการห้ามฮั้วด้วย

เช่นนี้ กกต.ควรจัดการกับ “ผู้จ่ายเงินให้มาสมัครดีกว่า” หากประชาชนชักจูงโดยไม่ได้จ่ายเงิน หรือมีผลประโยชน์จูงใจก็ไม่ผิดอาญา “เป็นสิทธิทำได้” แต่ตอนนี้ระเบียบ และแนวทางการทำงาน กกต.กำลังมีปัญหา

ฉะนั้นมั่นใจว่าวันที่ 2 ก.ค.2567 จะมีเรื่องยุ่งจน กกต.ไม่สามารถประกาศ สว.ชุดใหม่ได้ เพราะแต่ละพื้นที่สามารถส่งคำร้องคัดค้านตามกฎหมายให้ กกต.ได้ใน 3 วัน ทำให้จากการโหวตทั้งหมด 6 ครั้ง ถ้าหากมีการทำความผิดตั้งแต่ระดับอำเภอก็จะทำให้คนที่เข้ามาในระดับจังหวัดต้องผิดไปด้วยอาจต้องไปเริ่มขั้นตอนใหม่หรือไม่

ตอนนี้ควรเพิ่มผู้สังเกตการณ์โดยให้ กกต.ออกระเบียบ อาทิ กลุ่มจากสื่อที่สมาคมนักข่าวฯรับรอง รวมถึงบันทึกเทปต้องเป็นสาธารณะ เมื่อมีการร้องขอก็เปิดดูได้ หรือสามารถขึ้นเว็บไซต์ได้เลยไม่ว่าจะเป็นอำเภอไหน

เช่นเดียวกับ “รัชพงษ์ แจ่มจิรไชยกุล” ผู้แทนจากไอลอว์ บอกว่า ระเบียบนี้ เป็นการเปิดโอกาสให้มีการฮั้วอย่างมาก หรือกรณีขั้นตอนการแนะนำตัวอย่าง “การเลือกไขว้” ถ้าผู้สมัครมีอาชีพศิลปิน และข้าราชการจะทำให้ผู้สมัครรู้จักกันหรือไม่ ดังนั้นยิ่งระเบียบคลุมเครือก็ทำให้ประชาชนไม่อยากมีส่วนร่วมในการเลือกครั้งนี้

เท่าที่จำลองขั้นตอนการเลือกออกมาพบว่า คนมีอิทธิพลก็สามารถพาคนไปคัดเลือกได้ หรือต้องเป็นคนมีชื่อเสียงก็จะมีโอกาสที่คัดเลือกเข้าไปได้ หรือคนถูกคัดเลือกได้ก็ต้องเป็นคนที่ดวงดีมากๆ ดังนั้นจึงเปิดเว็บไซต์ให้ผู้สนใจตรวจสอบข้อมูลคุณสมบัติในการสมัคร สว. ทั้งพยายามแก้ไขการฮั้วเพื่อให้คนไม่มีพวกชนะได้เช่นกัน

นอกจากนี้กรณี “กกต.บอกว่าแนะนำตัวให้ผู้สมัครกันเองอย่างเดียว” มีคำถามว่า ผู้สมัครจะรู้ได้อย่างไรว่าใครเป็นผู้สมัครแต่ละอำเภอ ทำให้เป็นการสนับสนุนให้ผู้สมัครที่รู้จักกันนำไปสู่การฮั้วกันหรือไม่ ทั้งที่ควรให้มีการแนะนำตัวสาธารณะ แล้วผู้สมัครจะไปชนะคนที่ฮั้วกันได้อย่างไร

ขณะที่ เสรี สุวรรณภานนท์ สว. ในฐานะประธาน กมธ.พัฒนาการเมือง และการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา บอกว่า การคัดเลือก สว.ตามสาขาอาชีพนั้น คือ กติกาแตกต่างจากการเลือก สส.หรือ สว.แล้ว รธน.ระบุว่า “เป็นผู้แทน ชาวไทย” ทำให้การได้มาก็เป็นตาม รธน. และหวังว่า กกต.จะดำเนินการคัดเลือกให้เสร็จตามกำหนด

ด้วยการทำให้เป็นระเบียบถูกต้อง “เพื่อให้คนดีๆ คนเก่งๆ คนใหม่ๆ” เข้ามาทำหน้าที่ตามกฎหมาย และกติกาของบ้านเมือง ส่วนเรื่องการฮั้วมีโอกาสเป็นไปได้ “แต่ไม่ทั้งหมด” อาจเกิดบางกลุ่มรู้เห็นเป็นใจกัน

“การเลือก สว.ต้องดูความเป็นจริงของการเมือง และกระบวนการได้มาของ สว.เข้ามาเพื่อให้ได้ตัวแทนประชาชนเลือกกันเองของผู้สมัคร ถ้าชื่อเสียงไม่ดีก็เชื่อว่าไม่มีใครเลือก ดังนั้นคนที่เข้ามาไม่ว่าจะระดับใดก็ตามต้องเป็นคนรู้จัก และเป็นคนทำความดี เข้าวัดเข้าวา เป็นคนดูแลสังคม คนกลุ่มนี้คือผู้ที่ได้คะแนน” เสรี ว่า

ทว่าในกรรมาธิการฯก็พูดกันตลอดว่า “การได้ของ สว.ชุดใหม่” ทุกคนอยากเห็นความสุจริต และสำเร็จโดยเร็วโดยเข้าใจว่า “กกต.จะรับรองก่อนแล้วไปสอยทีหลัง” เพราะต้องมี สว.ชุดใหม่มาทำหน้าที่แต่ขอว่าอย่ารณรงค์แก้รัฐธรรมนูญ เพราะคนเป็น สว.ต้องอิสระเป็นตัวของตัวเอง “อย่าไปทำสิ่งไม่ดี” ที่ตัวเองยึดมาตลอด

ส่วนผู้สมัครจาก “ค่าสมัคร 2,500 บาท” ทำให้ไม่คิดว่าจะมีผู้มาสมัครถึงหลักแสนคน เพราะคนมีเงินไม่อยากสมัคร “กลัวถูกร้องเรียน” ส่งผลให้ระดับอำเภอ-สาขาอาชีพอาจจะไม่ครบ สำหรับผู้สมัครมีพวกตัวเองเยอะก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้รอบแรก พอมาถึงการเลือกไขว้คนที่จะเสียเงินไปสมัครเพื่อเลือกคนอื่นอาจจะได้เลือกเพียงรอบเดียว

นี่คือ “เสียงตัวแทนภาคประชาชน นักวิชาการ และฝ่ายการเมือง” ที่ ไม่ต้องการให้การเลือก สว.ครั้งนี้ถูกจัดทำแบบลับหูลับตาประชาชน “จนขาดความโปร่งใส” กลายเป็นเปิดช่องโหว่ให้ทุจริตได้ง่าย เพราะผลที่จะตามมายิ่งลดทอนความศรัทธา และความเชื่อมั่นต่อสถาบันทางการเมืองทวีคูณ…

คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม