แต่ละบาทก้าวทางการเมืองไม่ว่ายุคใดสมัยใดไม่ใช่เรื่องง่ายทั้งนั้น แม้แต่รัฐบาลที่มาจากทหารในยุคเผด็จการ ซึ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดก็ไม่ต่างกัน
เพราะการเมืองมันมีเรื่องซับซ้อนซ่อนเงื่อนเสมอ
อย่างที่พูดกันนั่นแหละ หนึ่งบวกหนึ่งไม่ใช่สองเสมอไป
บางคนบางคู่รักกันปานจะกลืนกินจะช่วยอะไรก็แล้วแต่เมื่อมาถึงทางแยกหนึ่งต้องกลายเป็นศัตรูคู่แข่งกันได้
นับประสาอะไร…
มีประเด็นกรณีที่มี 40 สว.เข้าชื่อเพื่อยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยผู้ถูกร้อง 2 คน คือ นายกรัฐมนตรี (เศรษฐา ทวีสิน) และ “พิชิต ชื่นบาน” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ประเด็นเรื่อง “ถุงขนม” ที่ส่อว่ากระทำผิดจริยธรรมร้ายแรงไม่เหมาะสมที่จะเป็นรัฐมนตรี ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่า จะรับหรือไม่รับวินิจฉัยในวันที่ 23 พ.ค.67
หากรับ ทั้ง 2 คนก็ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยออกมา เว้นแต่ไม่รับพิจารณาก็ถือว่าตกไป
จบเกม…
ปรากฏว่า คำร้องดังกล่าวนั้น บรรดา สว.มีความเห็นต่างกัน คือ เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยต่างเหตุต่างผล ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย อ้างว่า เมื่อครบวาระแล้วก็ควรจะจบ อีกทั้งคุณสมบัติของรัฐมนตรีก็ไม่มี ปัญหา ซึ่งตรงข้ามกับฝ่ายที่เห็นด้วยว่าควรจะยื่นคำร้อง
ความจริง สว.ที่เห็นต่างกันนั้น ส่วนใหญ่ก็อยู่ในกลุ่มเดียวกัน เคลื่อนไหวทางการเมืองมาด้วยกัน แต่เรื่องนี้กลับเห็นต่างกัน
แบบนี้ก็มี…
ว่ากันถึงเรื่องนี้นายกรัฐมนตรีที่เพิ่งลงสนามการเมืองเป็นครั้งแรกก็คงแปลกใจเหมือนกัน เพราะ สว.บางคนนั้นเคยยกมือโหวตให้เป็นนายกรัฐมนตรีมาแล้ว
…
แต่มาครั้งนี้กลับเคลื่อนไหวเพื่อจะให้ “ตกเก้าอี้” เพราะกรณีนี้นายกรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบด้วย เนื่องจากเป็นผู้ลงนามแต่งตั้ง ปัดความรับผิดชอบทางกฎหมายไม่ได้
นั่นเรื่องหนึ่ง…
ที่นายกรัฐมนตรีได้เจอของจริงหลังกลับจากต่างประเทศก็คงต้องหาทางแก้ไข เพราะจะยึดข้อคิดเห็นของกฤษฎีกาอย่างเดียวไม่ได้
อีกทั้งจะให้มั่นใจศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้ว่าจะวินิจฉัยให้นายกรัฐมนตรีผิดหรือไม่ผิด เพราะคงต้องว่าไปตามกฎหมาย
เพราะนายกรัฐมนตรีบางคนก็รอดไปได้ แต่บางคนก็ไม่รอด
ในทางการเมืองนั้น ต่างกับฐานะความเป็นซีอีโอของบริษัท เอกชนที่มีอำนาจทุกอย่าง นอกเสียจากมีตัวแปรอย่างอื่นเท่านั้นที่ทำให้เกิดปัญหา
กลับมาก็ลองมุด “จันทร์ส่องหล้า” หารือกับผู้มีอิทธิพลที่เหนือกว่าเผื่อจะมีทางออกที่ดีได้ อีกทั้งประเด็นนี้ต้องรับผิดชอบร่วมด้วย
เนื่องจาก “พิชิต” นั้น เป็นคนของใครและใครผลักดันให้ เป็นรัฐมนตรี
ในฐานะนายกรัฐมนตรีคงมิอาจหนีพ้นมุมการเมืองไปได้ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม มันจึงไม่ง่ายเหมือนการทำหน้าที่ “เซลส์แมน” ในต่างประเทศหรอก
สำคัญว่าที่ไปต่างประเทศหลายวันครั้งนี้นั้น มีอะไรติดไม้ ติดมือเพื่อประโยชน์ให้ประเทศบ้าง เห็นฉุยฉายโบยบินแช่มชื่นกว่าอยู่เมืองไทยเยอะ…
นี่ก็จะเข้าเดือนที่ 9 แล้วนะ!
“สายล่อฟ้า”
คลิกอ่านคอลัมน์ “กล้าได้กล้าเสีย” เพิ่มเติม