วันนี้เป็นวันแรกของการเปิดสมัครรับเลือก สว. ซึ่ง กกต.จะเปิดรับสมัครไปจนถึงวันที่ 24 พ.ค. ไทม์ไลน์การลงคะแนนเลือก สว.กำหนดไว้ 3 ด่าน ระดับอำเภอวันที่ 9 มิ.ย. ระดับจังหวัดวันที่ 16 มิ.ย. ระดับประเทศวันที่ 26 มิ.ย. และกำหนดประกาศผลการเลือก สว. ในวันที่ 2 ก.ค. ท่ามกลางกระแสข่าวมีบางฝ่ายพยายามสร้างเงื่อนไขลากยาวให้ กกต.ประกาศผลล่าช้าที่สุด เพื่อซื้อเวลาให้ สว. ชุด คสช.อยู่ต่อนานๆ
รัฐธรรมนูญกำหนดบทบาทหน้าที่สำคัญของ สว. คือ การเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ทั้ง สส.และ สว.ย่อมไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมายหรือความครอบงำใดๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม
ทั้งๆที่ สว.ได้ชื่อว่าเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย แต่การเลือก สว.ตามรัฐธรรมนูญ 60 กลับกำหนดให้การเลือก สว.เป็นการลงคะแนนเลือกกันเองของผู้ลงสมัคร ไม่ใช่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน รูปแบบการเลือก สว.ครั้งนี้ จึงถูกวิจารณ์ว่า พิลึกพิลั่น ไม่ชอบธรรม และไม่ยึดโยงกับประชาชน
ยิ่งมีคนไปลงสมัคร สว.น้อยเท่าไหร่ ความเป็นตัวแทนของประชาชนยิ่งน้อยเท่านั้น จะเป็นเพียงตัวแทนของกลุ่มคนเล็กๆ สว.อาจไม่ได้รู้สึกว่า เป็นตัวแทนของใครอย่างแท้จริง และไม่รู้สึกว่า ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน
ขณะเดียวกันบรรยากาศการเลือก สว.ก็เงียบเหงา ไม่มีการรณรงค์ของภาคประชาชนเลย ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากกฎ ระเบียบ และท่าทีของ กกต. ที่สร้างความหวาดกลัวว่าการกระทำสุ่มเสี่ยงผิดกฎหมายเลือก สว.เกิดขึ้นได้ง่ายๆ แถมบทลงโทษยังรุนแรงถึงขั้นถูกตัดสิทธิทางการเมือง ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะ กกต.มือไม่ถึงหรือจงใจ จึงทำให้เกิดบรรยากาศเช่นนี้
…
ไม่เพียงผู้สมัครที่สับสนและเกิดอาการเกร็งกับระเบียบของ กกต. แม้แต่ผู้สื่อข่าวก็ผวาไปด้วย สื่อมวลชนรักชาติบ้านเมืองไม่แพ้วิชาชีพอื่น อยากได้คนเก่งคนดีมาเป็นผู้แทน แต่ถ้าเสนอข่าวด้วยเจตนาดีแล้วกลับกลายเป็นโทษต่อผู้สมัคร ก็จะเป็นตราบาปในใจ
ความจริง กกต.มีเวลาเยอะมากสำหรับเตรียมความพร้อมเลือก สว. แต่ระเบียบข้อปฏิบัติที่ประกาศออกมาทำให้เกิดข้อกังขาหลายประเด็น โดยเฉพาะระเบียบการแนะนำตัวของผู้สมัคร ให้พิมพ์ข้อมูลส่วนตัว ประวัติการศึกษา และประสบการณ์ทำงาน ลงในกระดาษ A4 ไม่เกิน 2 หน้า และแนะนำตัวโดยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วยตัวเอง แต่ได้เฉพาะผู้สมัครด้วยกัน ซึ่ง กกต.ให้เหตุผลที่ไม่ให้มีการแนะนำตัวกับประชาชน เพราะประชาชนไม่ได้เป็นผู้ลงคะแนนเลือก
กกต.คงลืมว่า สว.มีสถานะเป็นตัวแทนปวงชนชาวไทย แม้ประชาชนไม่ได้เลือกด้วยตัวเอง แต่ก็ควรมีสิทธิรับรู้ประวัติและตรวจสอบได้ ยิ่งผู้สมัครออกมาแนะนำตัวมากเท่าไหร่ จะยิ่งมีคนช่วยตรวจสอบมากขึ้น และในเมื่อประชาชนไม่ได้เป็นผู้ลงคะแนน การที่ผู้สมัครมาแนะนำตัวกับประชาชน ก็จะไม่ส่งผลต่อการลงคะแนน แล้ว กกต.ไปจำกัดสิทธิการแนะนำตัวเพื่ออะไร
กระทั่งสัปดาห์ที่แล้ว กกต.ถึงได้ยอมแก้ระเบียบให้ผู้สมัคร สว.สามารถแนะนำตัวโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยให้ใช้ข้อความตามเอกสารแนะนำตัวตามแบบ สว.3 ซึ่งประชาชนอาจเข้าถึงข้อมูลนั้นด้วยก็ได้ เรียกว่าต้องให้โดนทัวร์ลงเสียก่อนถึงยอมแก้ไข
กกต.มักอ้างว่าระเบียบต่างๆที่ออกมามีไว้เพื่อป้องกันการตั้งกลุ่มก๊วนมาสมัคร แต่ในทางปฏิบัติ นักการเมืองได้จัดตั้งโหวตเตอร์เตรียมไว้อยู่แล้ว ผู้สมัครทุกคนอยู่ในสถานะทั้งผู้ถูกเลือกและผู้เลือก เป็นโหวตเตอร์ไปในตัว กกต.จะหาหลักฐานอะไรมาพิสูจน์ว่าใครคือกลุ่มก๊วนจัดตั้ง
ยิ่งเงียบยิ่งเร้นลับยิ่งทุจริตง่าย พื้นที่ที่มีบ้านใหญ่ หรือเป็นฐานเสียงเข้มแข็งของพรรคการเมือง มีหรือที่จะยอมปล่อยมือไม่จัดตั้งผู้สมัครชิง สว. ความท้าทายอยู่ที่ กกต.จะสืบหาหลักฐานเชื่อมโยงได้หรือไม่
การเลือกตั้ง สส. ปี 62 และปี 66 กกต.เสียหน้ามีแต่ราคาคุย จับโกง สส.ได้แค่ไม่กี่ราย คราวนี้จึงเป็นโอกาสที่จะพิสูจน์ฝีมือกู้ศักดิ์ศรีคืน.
ลมกรด
คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม