เรื่องเล่าปราชญ์ชาวบ้าน ทำไมหนูจึงอยู่ในรู ใน “ทางอีศาน” ฉบับ มีนาคม 2567 ก็เป็นนิทานธรรมดาที่พ่อแม่ปู่ย่า เล่าให้ลูกหลานฟัง ความน่าสนใจ ผู้เล่า เป็น รศ.ดร.สุขพัฒน์ อนนท์จารย์
ท่านเล่าได้ยืดยาว ได้เกือบห้าหน้ากระดาษ ให้ผมอ่านเพลิน ไม่เชื่อลองอ่าน ฉบับที่ผมขอคัดย่อ ต่อไปนี้
เมื่อนานมาแล้ว มีแมวตัวหนึ่ง เที่ยวหากินปลาตามทุ่งนา วันนั้นมันได้ปลามาสองตัว จึงคาบมานั่งกินอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ เอาปลาอีกตัววางตรงหน้า
แมวไม่รู้บนต้นไม้ต้นนั้น เหยี่ยวตัวนั้นอาศัยอยู่ มันนั่งดูแมวกินปลาอย่างอิจฉา พอแมวเผลอ มันก็บินโฉบลงมา ใช้ตีนขยุ้มปลาตัวนั้น แล้วก็บินหนี
แมวตกตะลึง หลุดปากขู่ “เอ็งเอาไปเลย ถ้าเอ็งไม่ขี้เกียจเอาคืนมาส่งข้า ก็เอาไปเลย”
เหยี่ยวก็สงสัย “แมวตัวนี้ มีดีอะไร จึงกล้าพูด” มันไม่กล้ากินปลา เอาปลาไปซุกซ่อนไว้ในต้นไม้อีกต้น
เหยี่ยวคิดว่า สิ่งที่เก่งกว่าใคร ฉลาดกว่าใครในโลก คือดวงตะวัน มันจึงบินไปถามดวงตะวัน เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง ดวงตะวันฟังเหยี่ยวจบ ก็ถอนใจเฮือกใหญ่
“ข้ารู้ ข้านี้ก็เก่งอยู่ดอก แสงของข้าส่องลงไปบนพื้นโลก ให้สรรพสิ่งทั้งหลายได้รับประโยชน์ แต่ยังมีสิ่งหนึ่งที่เก่งกว่าข้าก้อนเมฆ มันบดบังแสงข้า บางครั้งมันบดบังตั้งสามวันเจ็ดวัน เจ้าจงไปถามเอาความจริงจากมันเถิด”
เหยี่ยวบินไปหาก้อนเมฆ เมฆก็บอกว่า
“ที่เก่งกว่าข้ายังมี ก็คือลม ลมพัดเราไปมาตลอดเวลา เราสงสารชาวนากลางแดดร้อน เราลอยไปบดบังแสงให้พวกเขาเป็นสุข ไม่นานลมก็พัดเราออก ลมเก่งกว่าเมฆอย่างเรา ไปถามลมเอาดีกว่า”
จะไปหาลมได้ที่ไหน เมฆก็บอก หัวหน้าใหญ่ของลมชื่อพระพาย เจ้าลองบินไปทางใต้ ถ้ำนี้อยู่ที่เขาช่องลม ใกล้ทะเล พอไปถึงปากถ้ำใหญ่ มีลิงลมเฝ้า บริเวณที่โล่งมีแสงไฟ นั่นล่ะใช่
…
เจ้าจะมองไม่เห็นพระพาย แต่ถามเข้าไปได้เลย
เหยี่ยวบินไปจนถึงถ้ำ มันตะโกน “ท่านพระพาย ผู้ยิ่งใหญ่และเก่งที่สุดในโลก” มีเสียงขานรับ เหยี่ยวก็เล่าเรื่องของมันให้ฟัง มันยังสงสัย “แมวมีดีอะไร จึงกล้าพูด เอาไปเลย ถ้าไม่ขี้เกียจเอาคืนมาส่ง”
พระพายอึ้งแล้วมีเสียงออกมา “ข้าเองเก่งที่สุดในโลกอย่างเจ้าว่า ไม่ว่ามนุษย์และสัตว์ใดๆ ถ้าไม่มีข้าแล้วก็ต้องตายทั้งโลกเพราะไม่มีลมหายใจ
แต่ข้าก็จะบอกความจริงให้ ข้าไม่เก่งจริงหรอก ข้าพัดตึกรามบ้านช่อง ต้นไม้ใหญ่ พังโค่นมานับไม่ถ้วน แต่ไม่เคยพัดจอมปลวกไหวติง จอมปลวกมีอยู่ทุกหนแห่ง เจ้าไปหาและถามเอาเถิด
เหยี่ยวบินไปเจอจอมปลวก จอมปลวกยอมรับว่าเก่งกว่าใครๆ แต่ยอมแพ้หนู
หนูไม่รู้ว่ามันมาทางไหน กัดเราจนพรุนไปทั้งตัว ถึงขั้นนี้แล้วเหยี่ยวก็บินรี่ไปหาหนู
หนูฟังเรื่องแมวกินปลา ก็หน้าถอดสี เนื้อตัวเริ่มสั่น แล้วละล่ำละลัก “เจ้าเหยี่ยว รีบเอาปลาไปคืนแมวบัดนี้ ที่ข้าหนีหัวซุกหัวซุนเอาชีวิตรอด มาซ่อนอยู่ในรู ก็เพราะเจ้าแมวตัวดีตัวนี้”
เรื่องเล่าจบลงตรงเหยี่ยวรีบเอาปลาไปคืนแมว แมวสำทับ “กูว่าแล้ว” แต่ใจไม่คิดว่าเรื่องพูดเล่นจะเป็นจริง เรื่องหนูกลัวแมว จึงเป็นที่มาของสำนวน “กลัวจนหดหัวเหมือนหนูอยู่ในรู”
รศ.ดร.สุขพัฒน์ สรุปนิทานเป็นปรัชญา แต่ละสรรพสิ่งยิ่งใหญ่ มีความดี อยู่ที่เราจะเลือกส่วนดีใช้
ในเรื่องเลวมีเรื่องดี บ้านเมืองเดียวมีผู้นำสองสามคน ตั้งรัฐมนตรีเคยมีข้อหาให้สินบนศาล ตำรวจแฉส่วยตำรวจ หรือเรื่องเด็กอดข้าวประท้วงจนตาย เขย่ากระบวนการยุติธรรม
ตอนนี้ยังหามุมดีไม่ได้ เราก็ต้องทนๆกันไป คิดเสียให้ได้ว่าเป็นบทเรียน.
กิเลน ประลองเชิง
คลิกอ่านคอลัมน์ “ชักธงรบ” เพิ่มเติม