เมื่ออีกฝ่ายกำลังแกว่งบนฐานการเมืองเดียวกัน อีกฝ่ายก็ต้องเกทับเป็นของธรรมดา…นี่คือสถานการณ์ที่กำลังดำรงอยู่
“ก้าวไกล” ซึ่งกำลังรอลุ้นว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยออกมาอย่างไร “ยุบหรือไม่ยุบ” พรรค ถือว่าเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ
เพราะไม่ใช่แค่นั้น หากไม่ถูกยุบก็เดินต่อไปตามวิถีทาง เว้นแต่ “ถูกยุบ” นั่นแหละคือปัญหาว่าจะไปต่อได้อีกหรือไม่
แม้จะเตรียมความพร้อมไว้แล้ว คือพรรคการเมืองใหม่ด้วยการถ่ายเลือดจาก “ก้าวไกล” ไปต่อจุดข้างหน้า
ปัญหาก็คือ มันจะไปต่อได้หรือไม่?
จะเป็นไปอย่างที่คาดการณ์ “ตายสิบเกิดแสน” คือ “ยิ่งทุบ ยิ่งโต” ทำนองนั้นด้วยสรรพกำลังใหม่ผสมเก่ากับ “อุดมการณ์” เดิมจะทำได้หรือไม่?
แต่ในทางการเมืองนั้นไม่อาจคาดการณ์ได้ แต่ก็ต้องสู้ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรก็ตาม เนื่องจากทุกอย่างเหมือน “พระเจ้า” กำหนดไว้แล้ว
ล่าสุด “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค ได้กล่าวถึงทิศทางของพรรคในก้าวต่อไป ซึ่งมีวาระการเมืองอยู่ 6 อย่าง ถ้าปล่อยทิ้งไว้จะเป็นระเบิดเวลาของประเทศ แต่ถ้าตั้งใจทำงานตั้งใจสร้างนโยบาย การเมืองก็จะเป็นเรื่องสนุก
“ผมเชื่อว่าเราสามารถเปลี่ยนระเบิดเวลา 6 ลูกให้กลายเป็นศักยภาพของประเทศได้”
“มั่นใจว่าคราวหน้าจะได้มากขึ้นอีก สงสัยคราวหน้าต้อง 271 เสียง หรือจะเอา 300 เสียงตามตรรกะคูณ 2 ผมไม่ได้พูดเล่นๆ ไม่ได้พูดเพื่อเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีวาระต้องการขับเคลื่อน”
ที่ตอกยํ้าอีกคนคือ “ชัยธวัช ตุลาธน” หัวหน้าพรรคก้าวไกล บอกว่า การเลือกตั้งเมื่อ 14 พ.ค.66 เป็นปรากฏการณ์หนึ่งที่บ่งชี้ข้อเท็จจริงว่าการเมืองไทยกำลังเข้าสู่บทใหม่ที่สิ่งเก่ากำลังจะตายและสิ่งใหม่หรือฉันทามติใหม่กำลังจะเกิด”
…
“สถาปนาการเมืองของประชาชนเพื่อประชาชน”
ก็สรุปมาจากงานของ “ก้าวไกล” ที่ประกาศด้วยความมั่นใจว่า หากเขาจะเดินหน้าต่อไปด้วยการสนับสนุนของประชาชน
“การเมืองแบบเก่า” จะจบลงเสียที
คู่ต่อสู้อย่าง “เพื่อไทย” ไล่ตั้งแต่ “ทักษิณ” ลงมาคงต้องคิดหนักไม่น้อย เพราะเหล่านี้คือความจริงที่เกิดขึ้นและยากจะปฏิเสธ
ข้อสำคัญว่าจะคิดหาทางสู้กับ “การเมืองใหม่” อย่างไรคงไม่ใช่เรื่องง่าย
ยิ่งวันนี้สถานการณ์ของรัฐบาลแม้ยังมีเสียงสนับสนุนแน่นหนาแต่สภาพที่เกิดขึ้นไม่ค่อยจะดีนักเพราะปัญหาต่างๆรุมเร้าเข้ามามากโดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอกไม่ใช่แก้ง่ายๆ
อีกทั้งในพรรคร่วมรัฐบาลสภาพก็ไม่ดีนัก เนื่องจากปัญหาขัดแย้งในเชิงนโยบายที่ต่างกัน
ล่าสุดมีปัญหาแทรกซ้อนที่พุ่งเข้าใส่นายกรัฐมนตรี “เศรษฐา ทวีสิน” เมื่อ 40 สว.ยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการแต่งตั้งรัฐมนตรีไม่ชอบด้วยกฎหมาย หากพบว่า “ผิดจริง”
ถึงขั้นต้องพ้นจากตำแหน่งทันที!
เรียกว่า “พระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก” เลยก็ว่าได้ เนื่องจากไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะต้องเจอเรื่องแบบนี้เข้ามาในภาวการณ์ที่รัฐบาลยังไม่มีผลงานที่โดดเด่นเข้าตาประชาชน
นอกจากมีภาพที่สวยงามไปวันๆเท่านั้น
“โรคแทรกซ้อน” ทางการเมืองนั้นไม่มีใครคาดเดาได้และพังมานักต่อนักแล้ว!
“สายล่อฟ้า”
คลิกอ่านคอลัมน์ “กล้าได้กล้าเสีย” เพิ่มเติม