วันนี้ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีการประชุมประจำสัปดาห์ ท่ามกลางการจับตาของสังคมว่าจะมีการหยิบยก คำร้อง 40 สมาชิกวุฒิสภา ที่เข้าชื่อกันยื่นคำร้องผ่านประธานวุฒิสภาขอให้ ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยตาม รัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคสาม ประกอบ มาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ผู้ถูกร้องที่ 1 และ นายพิชิต ชื่นบาน รัฐมนตรีสำนักนายกฯ ผู้ถูกร้องที่ 2 สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตาม รัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) (5) หรือไม่
40 สว. ได้ยื่นคำร้องต่อ ประธานวุฒิสภา วันที่ 15 พ.ค. รุ่งขึ้นประธานวุฒิสภาก็ส่งต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญทันที สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ได้รับคำร้องวันที่ 16 พ.ค. วันนี้เลยต้องลุ้นกันว่า คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จะนำเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณาหรือไม่ เพราะมีผลต่ออนาคตทางการเมืองของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายพิชิต ชื่นบาน และ คณะรัฐมนตรี ด้วย
ในคำร้องของ 40 สว.ได้ขอให้ ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องทั้งสอง หยุดการปฏิบัติหน้าที่ จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติไว้ว่า “…ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า สมาชิกภาพของสมาชิกผู้ถูกร้องสิ้นสุดลง ให้ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่ไม่กระทบต่อกิจการที่ผู้นั้นได้กระทำไปก่อนพ้นตำแหน่ง”
ไปดูคำร้องหรือข้อกล่าวหาของ 40 สว. กันอีกครั้งนะครับ
คำร้อง 40 สว. ระบุว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ผู้ถูกร้องที่ 1 ได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลฯ เพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นายพิชิต ชื่นบาน ผู้ถูกร้องที่ 2 เป็นรัฐมนตรีสำนักนายกรัฐมนตรี โดยผู้ถูกร้องที่ 1 ทั้งๆที่รู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่า ผู้ถูกร้องที่ 2 ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 160 (4) และ (5) ที่บัญญัติว่า “มาตรา 160 รัฐมนตรีต้อง (4) มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ (5) ไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง”
…
ในคำร้องของ 40 สว. ยังระบุว่า ผู้ถูกร้องที่ 1 ได้เข้าพบ นายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งมี นายพิชิต ชื่นบาน ผู้ถูกร้องที่ 2 เป็นหัวหน้าทนายความประจำตัวจำนวนไม่น้อยกว่า 3 ครั้ง ก่อนการเสนอทูลเกล้าฯ แต่งตั้งผู้ถูกร้องที่ 2 เป็นรัฐมนตรี จึงเชื่อได้ว่าผู้ถูกร้องที่ 1 อาจมีเจตนาไม่สุจริต โดยมีข้อสังเกต การพบครั้งที่ 3 ในวันที่ 16 เมษายน 2567 ก่อนวันที่ 27 เมษายน 2567 (วันนำรายชื่อ ครม.ขึ้นทูลเกล้าฯ) อาจเป็นสาเหตุทำให้ผู้ถูกร้องที่ 1 ต้องการเอื้อประโยชน์ให้แก่นายทักษิณ ชินวัตร และผู้ถูกร้องที่ 2 หรือไม่
คำร้อง 40 สว. ระบุว่า ผู้ถูกร้องที่ 1 รู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่า ผู้ถูกร้องที่ 2 ได้กระทำความผิดตามคำสั่งศาลฎีกาที่ 4599/2553 และต่อมาสภาทนายความมีมติลงโทษให้ลบชื่อผู้ถูกร้องที่ 2 ออกจากทะเบียนทนายความ แสดงว่าผู้ถูกร้องที่ 2 เป็นบุคคลที่มีการกระทำอันเป็นการไม่ซื่อสัตย์สุจริตและฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง ผู้ถูกร้องที่ 2 จึงเป็นบุคคลที่ขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามเป็นรัฐมนตรี
นายกฯ เศรษฐา ให้สัมภาษณ์ระหว่างทัวร์ยุโรปว่า การแต่งตั้ง นายพิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรีสำนักนายกฯ ถูกต้องตามกฎหมาย และเป็นไปตามที่ คณะกรรมการกฤษฎีกา แนะนำ
แต่ในหนังสือตอบของ คณะกรรมการกฤษฎีกา กลับเป็นข้อผูกมัด นายกฯเศรษฐา เสียเอง โดยระบุในท่อนท้ายว่า “อนึ่ง ข้อหารือนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อันเป็นหน้าที่และอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะเป็นผู้พิจารณาวินิจฉัย การวินิจฉัยชี้ขาดเป็นที่สุด ย่อมเป็นหน้าที่และอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ…” เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ วันนี้จึงต้องจับตาไปที่ ศาลรัฐธรรมนูญ จะออกหัวออกก้อย จะพิจารณารับคำร้อง 40 สว.และสั่งให้นายกฯเศรษฐา และนายพิชิต หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ถ้าศาลมีคำสั่งก็ต้องม้วนเสื่อกลับไปนอนบ้าน
หมายเหตุ-ช่วงเย็นวันที่ 21 พ.ค. นายพิชิต ชื่นบาน ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีสำนักนายกฯแล้ว มีผลตั้งแต่ 21 พ.ค. โดยให้เหตุผลว่าเพื่อให้นายกฯเดินหน้าบริหารประเทศต่อไป.
“ลม เปลี่ยนทิศ”
คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม