หลังจากคืนเกาะฮ่องกงให้จีนเมื่อ ค.ศ.1997 นโยบายของอังกฤษที่มีต่อจีนก็คล้ายกับสหรัฐฯคือ Rising China หรือ ‘การทะยานขึ้นของจีน’ เรื่องการทะยานฯ สร้างความกังวลใจให้ผู้นำโลกตะวันตก ถึงขนาดหาจุดอ่อนของจีนมาตั้งโครงการศึกษากันเป็นเรื่องเป็นราว ที่นำมาศึกษาขยายผลตีจีนกันมากก็คือ การประท้วงในฮ่องกง และการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในจีน
อีกเรื่องที่นำมาพูดกันบ่อยขึ้นก็คือเรื่องที่จีนเคยแพ้สงครามฝิ่นต่ออังกฤษ และระหว่างที่ครอบครองเกาะฮ่องกง 99 ปี อังกฤษได้พัฒนาฮ่องกงให้เจริญรุ่งเรืองอย่างที่เห็นเป็นรูปธรรม และก็มักจะโจมตีว่า หลังจากคืนเกาะฮ่องกงแล้ว ฮ่องกงพัฒนาช้าลง รวมทั้งอังกฤษมักจะเอาเรื่องสิทธิมนุษยชนภายในจีนและฮ่องกงมาพ่วงไปทุกครั้งที่เอ่ยถึงจีน
แม้อังกฤษจะปฏิบัติต่อจีนไม่ค่อยดี แต่จีนก็เอาความดีเข้าสู้ พยายามเข้าไปช่วยพัฒนาอังกฤษให้มีความเจริญขึ้น
จีนใช้เงินมากถึง 4.5 พันล้านปอนด์ (มากกว่า 2 แสนล้านบาท) สร้างโรงงานพลังปรมาณู Hinkley Point ที่เมืองซัมเมอร์เซ็ต โรงไฟฟ้าปรมาณู Sizewell ที่เมืองซัฟฟอล์ก และอีกหลายโครงการ
ตอนที่บริษัทอังกฤษต้องการผู้ร่วมทุนพัฒนาสนามบิน จีนปรึกษาหารือกันแล้ว เห็นว่าควรช่วยอังกฤษด้วยการให้ Severeign Wealth Fund China (กองทุนความมั่งคั่งแห่งจีน) ไปร่วมลงทุนในบริษัทที่เป็นเจ้าของสนามบินนานาชาติฮีทโธรว์
เมื่อสถาบันการศึกษาในอังกฤษประสบปัญหาสภาพคล่อง รัฐบาลจีนเร่งประชาสัมพันธ์ให้นักศึกษาจีนไปเรียนที่อังกฤษ ทำให้สถาบันการศึกษาในอังกฤษได้เงินค่าเล่าเรียนที่มากถึง 1.7 พันล้านปอนด์
นอกจากไม่ช่วยอังกฤษแล้ว สหรัฐฯยังกีดกันไม่ให้อังกฤษรับความช่วยเหลือจากจีน อย่างการสร้างโรงงานพลังปรมาณูฮิงค์ลีย์พอยต์ แม้ลงนามทำสัญญาและจ่ายเงินจ่ายทองกันไปบ้างแล้ว แต่เมื่อถูกทักท้วงจากรัฐบาลสหรัฐฯ ค.ศ.2015 นายกรัฐมนตรีเมย์จึงต้องประกาศชะลอและขอทบทวนการเข้ามาช่วยเหลือของจีน
…
จีนพยายามทำความดีแลกมิตรภาพ มองหาโอกาสว่าจะช่วยอังกฤษซึ่งอยู่ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำย่ำแย่ ก็กระโจนเข้าไปลงทุน แต่ก็มักจะโดนหักกลับจนทำให้ทุนหายกำไรสูญแทบทุกครั้ง
ค.ศ.2019 จีนซื้อสินค้าจากอังกฤษมากถึง 30.6 พันล้านปอนด์ทั้งที่ส่วนหนึ่งของสินค้าเหล่านั้น ที่จีนผลิตเองได้ แต่ที่ซื้อ เพราะต้องการให้มีการค้าขายระหว่างตนกับอังกฤษขยายตัวขึ้น
ระบบอินเตอร์เน็ตของอังกฤษยังไม่ทันสมัย บริษัทหัวเว่ยเข้าไปเสนอตัวช่วยวางและพัฒนาเครือข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง 5G
อังกฤษรับการลงทุนจากหัวเว่ยถึงขนาดมีการลงนามในสัญญา น่าเสียดายที่ในเวลาต่อมา สหรัฐฯไม่ยอมและสั่งให้อังกฤษทบทวน นายกรัฐมนตรีเมย์ของอังกฤษเกรงใจสหรัฐฯถึงขนาดประกาศตั้งคณะกรรมการตรวจสอบความเสี่ยงการเป็นภัยต่อความมั่นคง ถ้าให้จีนเข้ามาช่วยเหลือด้านอินเตอร์เน็ต
ประชาชนคนอังกฤษอดทนต่อความล่าช้าในการพัฒนาเครือข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงไม่ไหว ก็โจมตีรัฐบาลของตน จนมกราคม 2020 นายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ขอให้จีนเข้ามาช่วยวางระบบต่อ
ไม่รู้ว่าสหรัฐฯพูดยังไง นายกฯจอห์นสันจึงกลัวจนตัวสั่นงันงก ประกาศยอมโดนประชาชนด่าว่าอินเตอร์เน็ตของอังกฤษพัฒนาช้า (ดีกว่ามีปัญหากับสหรัฐฯ)
กรกฎาคม 2020 นายจอห์สันจึงกลับลำสั่งให้บริษัทหัวเว่ยรื้อและนำอุปกรณ์ที่ติดตั้งไปแล้วทั้งหมดกลับไปจีน (ทั้งที่หัวเว่ยลงทุนไปแล้วเป็นเงินมหาศาล)
หลังจากประชุมกับทีมงานรัฐบาลสหรัฐฯ นายกฯจอห์นสันออกมาประกาศดังนี้ 1.จีนเป็น Systemic Competition (คู่แข่งในระบบ) เพราะมีการปกครองที่ต่างจากอังกฤษ 2.ส่ง CSG21 หรือ Carrier Strike Group 21 ซึ่งเป็นหมวดเรือบรรทุกเครื่องบินเข้ามาแล่นในอินโด-แปซิฟิก ระหว่างพฤษภาคม-ธันวาคม 2021 และ 3.เปิดประเทศให้ที่พักพิงแก่ชาวฮ่องกง 3 ล้านคน
แหม เขียนกำลังเพลิน หมดพื้นที่ซะแล้ว คงต้องมาต่อกันในวันพรุ่งนี้ หากมีเหตุการณ์อื่นต้องนำมาเขียนแทรกก่อน ก็จะขอเลื่อนเรื่องอังกฤษและจีนไปไว้ในวันอื่น สำหรับวันนี้ นิทราราตรีสวัสดิ์ ลาไปก่อนครับ ลาไปแล้วครับ สวัสดีครับ.
นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย
[email protected]
คลิกอ่านคอลัมน์ “เปิดฟ้าส่องโลก” เพิ่มเติม