วงการการเมืองตื่นเต้นกันไม่ใช่น้อย เมื่อผลการสำรวจคะแนนนิยมของสถาบันพระปกเกล้า พบว่า พรรคที่มี คะแนนนิยมสูงสุด ถ้าจะมีการเลือกตั้งในเร็วๆนี้ พรรคก้าวไกลจะได้ สส. 208 คน ตามด้วยพรรคเพื่อไทย 105 คน พรรคภูมิใจไทย 61 คน พรรครวมไทยสร้างชาติ 34 คน พรรคพลังประชารัฐ 30 คน พรรคประชาธิปัตย์ 22 คน
ผลการสำรวจความนิยมผู้นำ ทางการเมือง อาจน่าตื่นเต้นยิ่งกว่า เมื่อถามว่าอยากให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี คนส่วนใหญ่ 46.9% ระบุนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประธานคณะที่ปรึกษาพรรคก้าวไกล ตามด้วย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 17.7% น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้คะแนนนิยม 10.5%
ส่วนนายกรัฐมนตรีเศรษฐาทวีสิน มาเป็นอันดับ 4 ด้วยคะแนน 8.7% เมื่อนักข่าวถามความเห็นนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีพาณิชย์ ได้รับคำตอบว่า โพลไม่มีนัยสำคัญ โพลมีหลายสำนัก ไม่รู้จะเชื่อใครดี แต่ข้อเท็จจริงก็คือที่ผ่านๆมา มีโพลออกมาหลายสำนัก ชี้ว่าก้าวไกลนำโด่ง
ส่วนพรรคเพื่อไทยมีคะแนนนิยม ตามพรรคก้าวไกลมาโดยตลอด หลังจากสลัดพรรคก้าวไกลทิ้ง และจับมือจัดตั้งกับพรรคของบรรดาลุงๆ พรรคเพื่อไทยถูกวิจารณ์ว่าเป็น “พรรคอนุรักษ์นิยมใหม่” ไม่ใช่ “พรรคประชาธิปไตย” เหมือนเดิม เมื่อวันก่อนนายชัยธวัช ตุลาธน ระบุว่าพรรคเพื่อไทยเป็นคู่ต่อสู้ของก้าวไกล
หลังจากที่อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เดินทางกลับไทย คอการเมืองบางส่วนเชื่อว่า บารมี “นายใหญ่” จะทำให้คะแนนนิยมพรรคเพื่อไทยพุ่ง แต่กลายเป็นตรงกันข้าม การกลับของนายทักษิณถูกวิพากษ์อย่างหนัก ทั้งรัฐบาลและตัวนายทักษิณ ความหวังที่จะเห็นเศรษฐกิจฟู่ฟ่าด้วยฝีมือนายกฯเศรษฐาก็เลื่อนลอย
เห็นได้ชัดว่าการเมืองไทยวันนี้ ไม่เหมือนเมื่อหลายทศวรรษก่อนๆอีกต่อไป มีคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่า แต่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย และชอบการเมืองที่สะอาด ไม่ใช่การเมืองน้ำเน่า เกิดขึ้นมากมาย ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการเลือกตั้ง 2562 ที่พรรคพลังประชารัฐมาเป็นที่ 1 (สส. 136) พรรคเพื่อไทยได้ 116 ที่นั่ง
…
ที่สร้างความแปลกใจคือพรรคอนาคตใหม่ เป็นพรรคน้องใหม่ ของคนรุ่นใหม่ ได้ที่ 3 ถึง 81 ที่นั่ง เหตุผลสำคัญก็คือการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและสังคม เมื่อหลายทศวรรษก่อน ประเทศไทยมีมหาวิทยาลัยแค่ 5 แห่ง มีแค่มหาวิทยาลัยรัฐ แต่วันนี้เรามีมหาวิทยาลัยนับร้อยแห่ง พรรคก้าวไกลชนะเลือกตั้งในเมืองมหาวิทยาลัย เช่น กทม. เชียงใหม่.
คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม