หลังจากกลับมาถึงเมืองไทยทุกอย่างดูเหมือนจะราบรื่นไปหมดไม่มีอะไรติดขัดเพียงแต่ต้องไปนอนชั้น 14 รพ.ตำรวจระยะหนึ่งเท่านั้น
มิฉะนั้นก็ต้องไปนอนในคุก
ถือเป็นวิธีการหลีกเลี่ยงอย่างหนึ่ง เพราะมีกฎกติกาบังคับเอาไว้แต่ก็ดีกว่าคนปกติทั่วไปจนถูกนินทาว่าเป็น “อภิสิทธิ์ชน”
แต่ก็คุ้ม…
ที่ชัดๆก็คือได้รับการอภัยโทษจากต้องติดคุก 8 ปี เหลือเพียงแค่ 1 ปีเท่านั้น
อีกทั้งยังได้ “พักโทษ” กลับไปนอนบ้านจันทร์ส่องหล้าแบบไม่ผิดกติกา เมื่อติดคุกจนครบกำหนดก็สามารถใช้ระเบียบของราชทัณฑ์ได้รับการพักโทษออกไปอยู่นอกเรือนจำได้
ว่าไปแล้วจากนักโทษที่ต้องระเหเร่ร่อนออกจากเมืองไปอยู่ต่างประเทศถึง 17 ปี ตัดสินใจกลับเมืองไทยได้อย่างสบายๆแบบนี้
หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว…
พอได้กลับไปอยู่ “จันทร์ส่องหล้า” ที่บอกว่ามีอาการป่วยดูจะหายเป็นปลิดทิ้งโลดแล่นใช้ชีวิตตามปกติเพียงแต่จะไปไหนมาไหนก็ขออนุญาตเท่านั้น
ไปเชียงใหม่ ไปพรรคเพื่อไทย ไปห้าง ไปโคราชก็ไปมาแล้ว
มิหนำซ้ำยังแอบดอดไปเจรจาเพื่อให้เป็นตัวกลางของกลุ่มชาติพันธุ์เพื่อเจรจาสงบศึกกับรัฐบาลพม่าอีกด้วย
เพียงแต่รัฐบาลไม่เอาด้วยและกลุ่มชาติพันธุ์บางกลุ่มไม่เอาด้วยท่ามกลางกระแสโจมตีว่า “ลํ้าเส้น” ไปหรือเปล่า เพราะข้ามหน้าข้ามตารัฐบาลไทย
ในทางการเมืองก็มีความเคลื่อนไหวชัดเจน นอกจากหนุน “เศรษฐา ทวีสิน” ทุกกระบวนท่าเชียร์ให้เป็นนายกรัฐมนตรีนานๆ
พูดง่ายๆว่าแสดงตัวเป็นเจ้าของ “เพื่อไทย” และรัฐบาลอย่างเต็มที่
ใครขวางหรือแสดงท่าทีไม่ชอบก็จะบอกว่า “แก่แล้ว…ทางใครทางมันต่างคนต่างอยู่”
พูดง่ายๆว่า “ทักษิณ” ก่อนนี้เป็นอย่างไรก็ยังคงเป็นอย่างนั้นไม่เปลี่ยนแปลง
…
จนกระทั่งมาเกิดเหตุติดๆกัน 2 เรื่องใหญ่ที่ชวนให้คิดเหมือนกันว่าเป็นเพราะเหตุบังเอิญหรือมีใครนำพาให้เกิดขึ้น
40 สว.เข้าชื่อยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ถอดถอนนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
เหตุมาจาก “พิชิต ชื่นบาน” ขาดคุณสมบัติ
“เศรษฐา” นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้ลงนามจึงต้องรับผิดชอบด้วย และเรื่องยาวไปกว่า เพราะศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องเพื่อวินิจฉัยหากพบผิดจริงก็ต้องพ้นจากตำแหน่งจนต้องไปดึง “วิษณุ เครืองาม” อดีตนิติบริกรมาช่วยแก้สถานการณ์ให้
จากนั้นอัยการสูงสุดที่มีคำสั่งฟ้อง “ทักษิณ” ที่มีคดีถูกกล่าวหากระทำความผิด ม.112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นคดีเก่าเหตุเกิดที่เกาหลีใต้หลายปีมาแล้ว
คดีนี้หากมองตามรูปการณ์แล้ว ต่างก็มองกันว่าอัยการจะไม่สั่งฟ้องเพื่อให้ทุกอย่างจบไม่มีมลทิน
แต่ตรงกันข้ามอัยการสั่งฟ้องก็ต้องว่ากันไปตามกฎหมายต่อไป
พูดถึงเรื่องนี้แล้วน่าจะโยงไปถึง “ดีลลับ” ที่ทำให้ “ทักษิณ” ตัดสินใจกลับเมืองไทยเพียงแต่ “ทักษิณ” ได้แสดงอาการและท่าทีหลังจากได้ “พักโทษ” ค่อนข้างจะ “ล้ำเส้น” มากไปหน่อย
ก็เลยโดนมาตรการ “สั่งสอน” ว่าอย่าเหลิงอย่าลำพองเกินไปเพราะแม้จะมายืนตรงจุดนี้ได้ แต่อย่าสำคัญตนผิดว่าไม่มีใครทำอะไรได้แล้ว
วันนี้…คงคิดได้แล้วมั้ง!
“สายล่อฟ้า”
คลิกอ่านคอลัมน์ “กล้าได้กล้าเสีย” เพิ่มเติม