ปัจจุบันรอยสักกำลังเป็นแฟชั่นสำหรับ “วัยรุ่นหนุ่มสาว” ต่างมองเป็นงานศิลปะร่วมสมัยแขนงหนึ่งในการสร้างรายได้ต่อ “เหล่าบรรดาช่างสัก” ส่งผลให้ธุรกิจสักลายฝีมือคนไทยโด่งดังไปทั่วโลก
ด้วยความที่คนไทย “ละเอียดลออ ปราณีต” จึงไม่แปลกที่จะได้รับความนิยมจนเติบโตขึ้นรวดเร็วอย่างเช่น “ร้าน P’nok tattoo” ที่มีลูกค้าจองคิวยาวเหยียด “ทีมข่าวสกู๊ป” เดินผ่านเจอได้มีโอกาสพูดคุยกับ “นก-ณัฐกร บุญเฟือง อายุ 42 ปี เจ้าของร้าน” ที่หันมาฝึกหัดการสักเมื่อประมาณ 20 กว่าปีก่อน
เคยผ่านความล้มเหลวมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ก้าวผ่านอุปสรรค “ประสบความสำเร็จ” สามารถสร้างเงินรายได้หลายหมื่นบาทต่อเดือนเลี้ยงครอบครัวอยู่อย่างสบายทุกวันนี้ได้อย่างไรนั้น “ณัฐกร” เล่าให้ฟังว่า
เดิมครอบครัว “เป็นคนขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ” พ่อแม่ประกอบอาชีพทำไร่ทำนารับจ้างทั่วไป “ชีวิตสมัยเด็กค่อนข้างลำบากปากกัดตีนถีบ” ต้องดิ้นรนช่วยตัวเองต่อสู้ชีวิต มีโอกาสเรียนหนังสือจบแค่ชั้น ม.6
…
เมื่อเรียนจบปี 2543 ก็เข้ากรุงเทพฯ ทำงานโรงงานผลิตชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์ควบคู่กับเรียนต่อระดับอุดมศึกษาใน ม.รามคำแหง ได้ 1 ปี “รู้สึกเงินเดือนประจำไม่พอใช้” เริ่มหารายได้เสริมหลังเลิกงาน
ทว่าในระหว่างเรียน “ม.รามฯ” ได้เห็นรุ่นพี่รุ่นน้องสักลายตามตัว “รู้สึกว่าเท่” เพราะสมัยมัธยม “เรียนสายศิลป์” มีความชื่นชอบงานด้านศิลปะประเภทนี้อยู่แล้วเพียงแต่คราวนั้นการสักลายยังไม่เป็นที่ยอมรับในสังคม ทำให้ร้านสักค่อนข้างหายากอันเป็นปัจจัยให้ต้องการประกอบอาชีพสักลาย และมีร้านเป็นของตัวเอง
ต่อมาก็พูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกับ “รุ่นพี่” ก่อนตัดสินใจสักครั้งแรกด้วยพระพุทธรูปลงบริเวณต้นแขน แล้วช่างก็เป็นรุ่นน้องพ้นโทษออกมา มีเสียงร่ำลือว่า “สักลายมือสวยมาก” จึงเชื่อใจให้สักนั้นปรากฏผลงานออกมากลับ “ไม่ตรงปก” กลายเป็นความรู้สึกไม่ดี และเก็บความผิดหวังไว้ในใจตลอดมา
ทำให้ทุกเย็นหลังเลิกงานมักมาพูดคุยกับ “ร้านสักลายย่านสำโรง จ.สมุทรปราการ” จนสามารถสร้างความคุ้นเคยสนิทสนมกับ “ร้านรุ่นพี่ที่เรียน ม.รามฯ” แล้วมักแวะเวียนมาเป็นลูกมือทำหน้าที่ช่วยเหลืองานเล็กๆน้อยๆ และคอยวิ่งซื้อของกินมานานกว่า 1 ปี แต่ว่าเขาก็ไม่ค่อยสอนเคล็ดลับรายละเอียดสำคัญอะไรมาก
ด้วยสมัยนั้น “ไม่มีโซเชียลมีเดีย” การค้นหาข้อมูลค่อนข้างลำบากแล้วการสักลายเป็นวิชาชีพจำเพาะ ค้นหาในห้องสมุดไม่ได้ต้องออกมาเรียนรู้จาก “ผู้มีประสบการณ์แบบครูพักลักจำ” จนสามารถเรียนรู้เทคนิคใช้เครื่องสักได้ระดับหนึ่งก่อนตัดสินใจ “ซื้อเครื่องสักคอยล์ 7,000 บาท” อันเป็นระบบแม่เหล็กไฟฟ้าขับเคลื่อนเข็ม
เพื่อมาฝึกฝนสักลง “บนผิวหนังหมู” ที่มีผิวใกล้เคียงผิวหนังคนให้ได้สัมผัสผิวเสมือนคนในการใช้เข็มสักลงบนหนังหมูให้คุ้นเคยกับผิว และฝึกลงน้ำหนักมือ อันเป็นการลดความเสี่ยงความผิดพลาดบนผิวคนจริง
เมื่อมีความชำนาญแล้ว “จำได้ว่าทดลองลงเข็มแรกกับลูกพี่ลูกน้องในรูปมังกรบนต้นแขน” ตอนนั้นรู้สึกตื่นเต้นกดดันมาก เพราะต้องควบคุมการลงสีให้เส้นคม เงาเนียน และลงเข็มสีในระดับไม่เกิน 2 มิลลิเมตร มิเช่นนั้นแผลจะระบมหายยาก กลายเป็นแผลลอกให้สีหลุดออกได้ง่าย
แต่ปรากฏว่า “ผลงานออกมาค่อนข้างดีเกินคาด” จนมีการพูดปากต่อปาก ส่งผลให้เพื่อน และรุ่นน้องหลายคนเข้ามาเป็นลูกค้าเยอะขึ้นเรื่อยๆ เพราะด้วยวงการสักล้วนเป็นเรื่องของการเชื่อมือ และการจะได้งานสักเยอะไม่เยอะ “ช่างต้องมีฝีมือการสักออกมาสวยงามเสมอ” เพื่อให้ถูกบอกต่อในวงว่าคนนั้นคนนี้มีฝีมือเป็นอย่างไร
แล้วก็เริ่ม “รับงานสักตามบ้าน” ด้วยความเป็นมือใหม่มักเสียค่าครูเยอะโดยเฉพาะค่าเข็ม และสีสัก ถูกหลอกให้ซื้อราคาแพงจากต้นทุนหลักร้อยก็มาขายให้หลักพันบาท/กล่อง แต่เรายังคงเก็บค่าสัก “หลักร้อยบาท” จนไม่คุ้มค่าน้ำมันรถ ค่าอุปกรณ์ สุดท้ายขาดทุนมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ท้อแท้ สิ้นหวัง หมดกำลังใจต้องหยุดสักไปในปี 2554
…
กระทั่งปี 2560 “โซเชียลเข้ามาในไทย” ทำให้มีช่องทางค้นข้อมูลราคาอุปกรณ์แล้ว “ช่างสักลายก็จัดตั้งกลุ่มกัน” เพื่อให้มีพื้นที่โชว์ผลงาน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ทั้งมีการประมูลอุปกรณ์ราคาถูก อีกมากมาย
ก่อนตัดสินใจ “ลาออกจากงานประจำ” หันมาประกอบอาชีพช่างสักลายจริงจัง และไปเซ้งร้านเสริมสวยมารีโนเวทใหม่ “เนรมิตให้เป็น ร้านสักร้าน P’nok tattoo” ในหมู่บ้านเปรมฤทัย อ.พระประแดง ด้วยการทำการตลาดผ่านบนโลกออนไลน์ “รวบรวมผลงาน” ทั้งการถ่ายรูป ถ่ายคลิป ทำคอนเทนต์ลง TikTok เฟซบุ๊กทุกวัน
ลูกค้าต่างเห็นผลงานติดต่อเข้ามาใช้บริการเป็นระยะ รายได้เฉลี่ย 15,000-30,000 บาทต่อเดือน
กระทั่งโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อ “ร้านสัก” ต้องปิดให้บริการยาวนาน 3 ปี และเพิ่งกลับมาเปิดใหม่เมื่อต้นปี 2566 “ลูกค้า” ทราบจากออนไลน์ก็เริ่มกลับมาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วลูกค้าส่วนใหญ่มักเป็นกลุ่มวัยรุ่นหนุ่มสาวนิยมสักอิเรซูมิ หรือลายสักญี่ปุ่น ลักษณะแบบเต็มตัวทั้งแขนและขา
สำหรับสีสักที่ใช้อย่างเช่นยี่ห้อฮาราจูกุ ซุปเปอร์แบล็ค ไดนามิค และอีเทอนอล เพราะมีคุณสมบัติเข้ากับผิวหนังคนเอเชียได้ดี ทั้งหมึกเนื้อสีแน่น สักติดง่าย มีสีสดสวยงาม ทำให้ลูกค้าชื่นชอบเมื่อลายสักออกมานั้น
…
ถ้าถามว่าส่วนที่สักแล้ว “เจ็บที่สุด” มักแถวสีข้างที่มีเนื้อน้อยใกล้กระดูกซี่โครง “ผู้สัก” จะรู้สึกสั่นสะเทือนถึงกระดูกแต่ก็อาจขึ้นอยู่กับความอึดของ แต่ละคน “ใครอยากสัก กลัวเจ็บ” แนะนำว่าให้สักที่ต้นแขน เพราะเป็น จุดเจ็บน้อยที่สุด แล้วสิ่งสำคัญไม่ควรสักนานเกิน 4-5 ชม./รอบ มิเช่นนั้น อาจเกิดอันตรายต่อลูกค้าได้
เพราะร่างกาย “คนทนความเจ็บปวดได้เท่านี้” ยกเว้นใช้ยาชาที่อาจช่วยขยายเวลาไปอีก 2-3 ชม. แต่ไม่ควรนานกว่านั้นที่อาจทำให้“กล้ามเนื้อระบม แผลรอยสักอักเสบ” ทำให้เราต้องเน้นให้ความสำคัญเกี่ยวกับสุขอนามัย และความปลอดภัย เนื่องจากอาชีพสักใกล้ชิดกับผิวหนัง เลือด เข็ม และแผลสดของลูกค้า
ทำให้เราต้องมีมาตรฐานความสะอาด ตั้งแต่โต๊ะ เก้าอี้ มักมีการทำความสะอาดทั้งก่อนและหลังการให้บริการสักเสมอ “เครื่องสักต้องอบฆ่าเชื้อ” แล้วระหว่างสักต้องมีผ้ากันเปื้อน เสื้อคลุม สวมถุงมือ หน้ากากอนามัยที่เปลี่ยนทุกครั้งหลังให้บริการโดยเฉพาะ “เข็มสัก” อันเป็นเสมือนเข็มฉีดยาต้องใช้ครั้งเดียวทิ้ง ไม่มีการนำมาใช้ซ้ำเด็ดขาด
ส่วน “มาตรฐานสี” ต้องเป็นสีที่ได้รับการรับรองมาตรฐานว่า “ใช้ในการสักเข้าร่างกาย” มีวันเดือนปีที่ผลิต และหมดอายุที่ชัดเจน
…
สำหรับราคานั้น “ไม่มีตัวเลขตายตัว” ขึ้นอยู่กับลวดลาย ขนาด ความละเอียดตกลงกันระหว่างช่างกับลูกค้า “เริ่มต้นตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักหมื่นบาท” แล้วนับแต่เปิดร้านสักหลังโควิด-19 ลูกค้าค่อนข้างนิยมสักกันมาก สร้างรายได้ 20,000-40,000 บาท/เดือน ต่างจากอดีตรอยสักไม่เป็นที่นิยมแถมไม่เป็นที่ยอมรับ ถูกมองเป็นสิ่งน่ากลัว
ย้ำปัจจุบันสังคมไทย “ยอมรับรอยสักเป็นรสนิยมส่วนตัวเปิดกว้างมากขึ้น” จนมีโรงเรียนสอนสักเรียนรู้เทคนิคการสร้างรูปภาพ การจัดองค์ประกอบ เทคนิคเดินเส้นคมเนียน การลงสี และการสักงานสี เทคนิคการสักลงแสงเงานุ่มเนียน การลงเข็มสัก การสักลายมินิมอล ทำให้เด็กรุ่นใหม่เรียนรู้เร็วสามารถเปิดร้านได้ง่ายขึ้นกว่าอดีต
สุดท้ายนี้รู้สึกภูมิใจกับอาชีพสักลายเพราะเคยผ่านการล้มเหลวมาหลายครั้ง แต่ด้วยใจรักด้านนี้พยายามฮึดสู้มาตลอดจนมีร้านของตัวเอง ในอนาคตจะพัฒนาร้าน P’nok tattoo รองรับต่างชาติ และนักท่องเที่ยวมาเยือนเมืองไทย เพราะด้วยฝีมือการสักช่างไทยนั้นถูกกล่าวขานในกลุ่มผู้ชื่นชอบศิลปะบนผิวหนังไปทั่วโลกแล้ว
นี่เป็นอีกความสำเร็จจาก “เด็กหนุ่มบ้านนอก” แต่อาศัยความมุ่งมั่นทำตามความฝันแรงกล้า “ฝ่าฟันอุปสรรคมากมาย” จนประสบความสำเร็จกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ที่ท้อแท้สิ้นหวังอยู่ขณะนี้.
คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม